น.ส.พาขวัญ ระบุด้วยว่า โครงการนี้เป็นลักษณะการ "เช่า" แพลตฟอร์มเพื่อให้บริการ ไม่ใช่การจ้างพัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ดังนั้นผู้ร่วมประมูลจึงควรเป็นผู้ที่มีแพลตฟอร์มพื้นฐานอยู่แล้ว
สำหรับประเด็นที่สังคมตั้งคำถามว่า เหตุใดภาครัฐจึงไม่ทำสัญญากับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Microsoft หรือ Google โดยตรงนั้น น.ส.พาขวัญ วงศ์พลทวี อธิบายว่า บริษัทข้ามชาติเหล่านี้มีข้อจำกัดเรื่องเงื่อนไข และมาตรฐานการทำสัญญาของบริษัทเองที่ไม่สอดคล้องกับระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของไทย ทำให้ในทางปฏิบัติการประมูลงานจัดซื้อจัดจ้างหรือทำสัญญางานรัฐ ต้องดำเนินการผ่านตัวแทนหรือพาร์ทเนอร์ของบริษัทข้ามชาติ
ส่วนงบประชาสัมพันธ์ ในตัว TOR เราเป็นผู้เข้าร่วมประมูล รายละเอียดงานทั้งหมดมี 30 กว่าหน้า สาระสำคัญหลักคือ การให้บริการแพลตฟอร์ม ในนั้นจะมีตัวโมเดล ว่าจะต้องมีไม่น้อยกว่ากี่โมเดล สาระสำคัญหลักของการใช้งบประมาณคือการเช่าตัวแพลตฟอร์ม แต่ส่วนองค์ประกอบรายย่อย เช่น จัดอบรม ทำ Hackathon (กิจกรรมแข่งขันระดมสมอง) ทำ Bootcamp (โปรแกรมฝึกอบรมระยะสั้น) ประเมินความคุ้มค่าโครงการ จัดทำรายงาน หรือแม้กระทั่งใช้สื่อให้เกิดการรับรู้ เป็นรายละเอียดปลีกย่อย โดยในเรื่องสื่อให้เกิดการรับรู้ ไม่อยู่ในส่วนที่ท่านปลัดกระทรวงดิจิทัลฯเคยแจ้ง ไม่ได้อยู่ในส่วนของคุณสมบัติ หมายความว่าถ้าเราไม่มีเราก็ยังสามารถเข้าร่วมประมูลได้ ตรงนี้เป็นเพียงข้อเสนอตามปกติ คิดว่าทุกคนที่เข้ามาประมูลเข้าใจเรื่องนี้กันดี
ส่วนเรื่องระบบรองรับ น.ส.พาขวัญ กล่าวว่า ระบบที่ทางบริษัทเตรียมไว้สามารถรองรับได้ถึง 5,000 Transaction Per Second (หน่วยวัดความเร็วใน 1 วินาที) ซึ่งสูงกว่าที่ระบุใน TOR เดิมที่คำนวณไว้เพียงประมาณ 139 TPS ด้วยการออกแบบระบบแบบ Hyper-scale ที่สามารถขยายตัวโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันปัญหาคอขวดหรือระบบล่ม ในวันที่มีการเข้าใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก สบายใจได้ว่าไม่ได้ใช้ตัวเลข 139 TPS เป็นฐานในการคิดอยู่แล้ว
น.ส.พาขวัญ เน้นย้ำถึงความคุ้มค่าของการให้ประชาชนได้เข้าถึง AI Pro ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างทักษะใหม่ที่คนไทยสามารถนำไปพัฒนาอาชีพได้จริงตามบริบทของแต่ละคน โดยคาดว่าหากการเจรจาเรื่องการชำระค่าบริการบรรลุข้อตกลง จะสามารถเปิดให้บริการประชาชนได้ไม่เกินสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเฟสแรกให้ประสบความสำเร็จเป็นสำคัญ ซึ่งหากทุกฝ่ายสามารถตกลงเงื่อนไขที่เป็นธรรมได้ โครงการนี้จะกลายเป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาสู่คนไทยอย่างทั่วถึง
“ความคุ้มค่าของ AI Pro ต่างกับ AI ฟรี ในตัวระบบมี ไกด์ Prompt ช่วยคิดว่าจะ Prompt อย่างไร มีบทเรียนที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ การใช้ AI เปิดสกิลที่ทุกคนสามารถฝึกกันได้ เพราะฉะนั้นการเรียนครั้งนี้ เรียนแล้วต้องได้เครื่องมือตัวที่มีความสำคัญและจำเป็นกับเราไปพัฒนาและใช้ มันถึงจะเกิดทักษะ เชื่อว่ายังไงก็ตามจะมีประโยชน์ แต่ว่าประโยชน์นี้ต้องผันไปตามบริบทของแต่ละคนที่นำไปใช้ ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า ขึ้นกับว่าแต่ละคนเอาไปใช้อะไร แต่การใช้อย่างไร เอาสิ่งนี้ไปอย่างน้อยได้เรียน พัฒนาทักษะ ได้เรียนรู้ และได้นำไปใช้ แค่นี้ก็คุ้มค่าแล้ว อย่างน้องๆที่ทำงานด้านสื่อ ถ้าได้ Seedance ทำวิดีโอ เจนวิดีโอออกมาระดับหนังฮอลลีวูด เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น
"เราไม่ได้อยากให้โครงการล้มเลิก และเชื่อว่าหากตกลงเงื่อนไขการชำระเงินที่เป็นธรรมได้ โดยสาระสำคัญของแนบท้ายสัญญาที่เพิ่มเติมก็จะเป็นตรงนี้ คือ Pay per Active User" น.ส.พาขวัญ กล่าว
เมื่อถามถึง ประเด็นที่หลายคนเป็นห่วงว่าข้อมูลจะรั่วไหลหรือไม่ น.ส.พาขวัญ ชี้แจงว่า การจัดเก็บข้อมูลต้องเป็นไปตาม PDPA ข้อมูลส่วนบุคคล มี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กำกับอยู่ การจัดเก็บข้อมูลทุกชิ้นงาน กับพฤติกรรมการใช้งาน จะถูกเก็บแยกออกจากกัน หมายความว่าจะไม่รู้ว่าใคร Prompt อะไร เขียนอะไร แล้วการเข้าถึงก็เป็นไปตามนโยบายสิทธิของคนที่จะเข้าถึงสิ่งนี้คือใคร มีกฎหมายกำกับอยู่
เมื่อถามว่า หากเริ่มต้นโครงการและมีการลงทะเบียน ระบบจะล่มไหม น.ส.พาขวัญ กล่าวว่า ในวันที่ลงทะเบียนจะเป็นวันที่ค่อนข้างพีคมากๆ เพราะทุกคนอยากจะเข้ามารับสิทธิพร้อมๆกัน เนื่องจากระบบที่ดีไซน์ไว้จะเป็น Hyper-scale ถ้ามีการเข้ามาใช้พร้อมๆกัน ต้องมีการขยายเพิ่มสเกลขึ้นไปอีก เฉพาะวันที่มีการสมัคร จากนั้นพอสมัครเสร็จ เราจะเริ่มเห็นแล้วว่าจำนวนคนที่มารับบริการเป็นเท่าไหร่