3.กังวลต่อการใช้ข้อมูลที่ปล่อยไหลเพราะเป็นข้อมูลยุคใหม่ในโลกดิจิทัล การจัดเก็บข้อมูล และ 4.เรื่อง KPI หรือตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ ที่จะชี้เห็นว่าโครงการมีความคุ้มค่า ซึ่งการตรวจสอบในข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างยังคงเดินหน้าต่อโดยใช้กลไกกรรมาธิการ เช่น กรรมาธิการกฎหมาย กรรมาธิการงบประมาณ หรือ กรรมาธิการ ปปง. ย้ำว่าหากต้องการเดินหน้าโครงการให้ดีขึ้นการทำสัญญาต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
ส่วนนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า ความเห็นของผู้ประกอบการด้าน AI เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ต้องการเห็นประเทศไทยพัฒนา AI แต่โครงการ TH-AI passport ยังมีข้อสงสัยในหลายจุด จึงยังคงติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยยกตัวอย่างประเด็นการใช้เงิน 1,600 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการซื้อโทเค็นบริษัท AI ของต่างชาติ ทั้งที่มีวิธีการอื่นดีกว่า เช่น นำโมเดลมาดำเนินการภายในประเทศ ซึ่งเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย และกังวลถึงการเห็นข้อมูลผู้ใช้บริการทั้งหมด 5 ล้านคน
“ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่า ข้อมูล Prompt ข้อมูล Output ส่วนตัวของคนไทย 5 ล้านคน จะมีความปลอดภัยจริง หน่วยงานอย่างสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีการตั้งข้อสังเกตหรือออกมาตรการในเรื่องนี้แล้วหรือไม่ ซึ่งจะต้องคิดกันให้ครบ” นายอิสริยะกล่าว
นอกจากนี้ นายกสมาคมผู้ก่อตั้งปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทยเสนอว่า ต้องมีการกำหนดบทบาทให้มีการเชื่อมโยงระหว่างใช้และผู้พัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนการเลือกแพ็กเกจผู้ใช้ที่มีหลายระดับ ดังนั้นในโครงการหากให้เกิดความเหมาะสมจะต้องจำแนก จากระดับความจำเป็นและความเสี่ยง ที่ต้องยึดมาตรฐานสากล และโครงการ TH-AI passport จะสนับสนุนผู้ใช้ให้เกิดความเหมาะสมอย่างไร ที่จะต้องเขียนหลักเกณฑ์ออกมาให้เกิดความชัดเจน และยังเสนอได้ว่าโครงการดังกล่าวจะเดินหน้าต่ออย่างไร จะต้องมีธรรมาภิบาลและความโปร่งใส จึงเสนอตัวเป็นผู้ออกแบบหลักตรวจสอบธรรมาภิบาล