เนชั่นทีวี

ข่าว

"นักวิชาการ" เผย "กรุงเทพฯ" ไม่ต้องการ "สภาที่ชนะเลือกตั้ง" แต่ต้องการ "สภาที่ชนะใจประชาชน"

24 มิ.ย. 2569 | natthanan_chu

"นักวิชาการ" เผย "กรุงเทพฯ" ไม่ต้องการ "สภาที่ชนะเลือกตั้ง" แต่ต้องการ "สภาที่ชนะใจประชาชน"

"นักวิชาการ" เผย "กรุงเทพฯ" ไม่ต้องการ "สภาที่ชนะเลือกตั้ง" แต่ต้องการ "สภาที่ชนะใจประชาชน" เมืองจะพังถ้าไร้การถ่วงดุล? ทำไมกรุงเทพมหานครยุคใหม่ ถึงไม่ควรมี "สภาสีเดียว"

"นักวิชาการ" เผย "กรุงเทพฯ" ไม่ต้องการ "สภาที่ชนะเลือกตั้ง" แต่ต้องการ "สภาที่ชนะใจประชาชน" เมืองจะพังถ้าไร้การถ่วงดุล? ทำไมกรุงเทพมหานครยุคใหม่ ถึงไม่ควรมี "สภาสีเดียว"

KEY

POINTS

  • ไม่เอาสภาสีเดียว นักวิชาการชี้กรุงเทพฯ ต้องการสภาหลากหลายเพื่อถ่วงดุล ไม่ใช่พรรคเดียวผูกขาดทุกเขต
  • ชูคาถา "3 ปลด" ปลดล็อกการเมืองใหญ่พ้นท้องถิ่น ปลดเผด็จการสภาสีเดียว และหนุน ส.ก. ร่วมมือผู้ว่าฯ
  • ประชาชนต้องชนะ ย้ำสภาเมืองที่ดีไม่ใช่เพื่อรับใช้พรรค แต่ต้องรับใช้คนกรุงและกระจายเสียงเพื่อพัฒนาเมือง

24 มิถุนายน 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักวิเคราะห์ทางการเมืองและการเลือกตั้ง วิเคราะห์ การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครครั้งนี้ มีคำถามหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคำถามว่า “ใครจะชนะ” นั่นคือ กรุงเทพมหานครควรมีสภาแบบใด?

 

 

ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า สภาที่พรรคการเมืองหนึ่งครอบครองทุกเขต จนเสียงส่วนใหญ่แทบไม่ต้องรับฟังเสียงที่แตกต่าง หรือสภาที่ประกอบด้วยผู้แทนจากหลากหลายแนวคิด หลากหลายพื้นที่ และหลากหลายประสบการณ์ เพื่อร่วมกันออกแบบอนาคตของเมือง

 

 

"นักวิชาการ" เผย "กรุงเทพฯ" ไม่ต้องการ "สภาที่ชนะเลือกตั้ง" แต่ต้องการ "สภาที่ชนะใจประชาชน" ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักวิเคราะห์ทางการเมืองและการเลือกตั้ง

ผศ.ดร.เชษฐา เผย คำถามนี้อาจสำคัญกว่าการนับจำนวนที่นั่งเสียอีก เพราะการเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่คุณภาพของสภาจะเป็นตัวกำหนดคุณภาพของการบริหารเมืองไปอีกหลายปี

เมืองใหญ่ทั่วโลกต่างมีบทเรียนร่วมกันว่า เมืองจะเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพราะทุกคนคิดเหมือนกัน หากเพราะทุกคนมีพื้นที่ให้คิดต่าง และใช้เหตุผลร่วมกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด ความหลากหลายจึงไม่ใช่อุปสรรคของการบริหาร หากเป็นเงื่อนไขสำคัญของการบริหารเมืองสมัยใหม่

 

"ตรงกันข้าม การรวมศูนย์อำนาจไว้กับสีเดียว ก็เสี่ยงทำให้การตั้งคำถามลดลง และมุมมองที่แตกต่างค่อย ๆ หายไปจากกระบวนการตัดสินใจ เมื่อเสียงส่วนใหญ่กลายเป็นเสียงทั้งหมด ประชาธิปไตยก็เริ่มสูญเสียความหมาย" ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

 

กรุงเทพมหานครกำลังยืนอยู่บนทางแยกเช่นนั้น การเลือก ส.ก. ครั้งนี้ จึงไม่ควรเป็นเพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง หากควรเป็นการกำหนดว่า เมืองหลวงของประเทศจะเดินหน้าไปด้วยการเมืองแบบใด

 

 

"นักวิชาการ" เผย "กรุงเทพฯ" ไม่ต้องการ "สภาที่ชนะเลือกตั้ง" แต่ต้องการ "สภาที่ชนะใจประชาชน"

 

"นักวิชาการ" เผย "กรุงเทพฯ" ไม่ต้องการ "สภาที่ชนะเลือกตั้ง" แต่ต้องการ "สภาที่ชนะใจประชาชน"

 

"นักวิชาการ" เผย "กรุงเทพฯ" ไม่ต้องการ "สภาที่ชนะเลือกตั้ง" แต่ต้องการ "สภาที่ชนะใจประชาชน"

 

"นักวิชาการ" เผย "กรุงเทพฯ" ไม่ต้องการ "สภาที่ชนะเลือกตั้ง" แต่ต้องการ "สภาที่ชนะใจประชาชน"

 

 

หากจะสรุปเป็นหลักคิดง่าย ๆ อาจเรียกว่า “3 ปลด”

 

 

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวอีกว่า ปลดแรก…ปลดล็อกการเมืองระดับชาติออกจากการบริหารท้องถิ่นปัญหาของคนกรุงเทพฯ ไม่ได้เริ่มต้นที่เกมอำนาจในสภา แต่เริ่มต้นที่รถติด น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 ทางเท้าที่เดินไม่ได้ โรงเรียนที่ต้องพัฒนา สวนสาธารณะที่ยังไม่ทั่วถึง และบริการสาธารณะที่ประชาชนสัมผัสทุกวัน

การเมืองท้องถิ่นจึงควรรับใช้ “เมือง” มากกว่ารับใช้ “พรรค” หาก ส.ก. ต้องยกมือไปในทิศทางเดียวกันเพียงเพราะมติพรรค การตัดสินใจย่อมถูกกำหนดจากส่วนกลาง มากกว่าความต้องการของคนในพื้นที่

กรุงเทพมหานครไม่ควรเป็นสนามประลองของการเมืองระดับชาติ แต่ควรเป็นพื้นที่ของการแก้ปัญหาเมืองอย่างมืออาชีพ

 

 

ผศ.ดร.เชษฐา เผยต่อ ปลดที่สอง…ปลดล็อกเผด็จการสภา จากสภาสีเดียวสู่สภาที่หลากหลาย ไม่มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หากไม่มีการถ่วงดุล เสียงข้างมากคือกลไกของประชาธิปไตย แต่การถ่วงดุล คือหลักประกันของประชาธิปไตย สภาที่หลากหลาย ไม่ได้หมายถึงสภาที่ทะเลาะกันทุกวัน หากหมายถึงสภาที่กล้าตั้งคำถาม กล้าตรวจสอบ และกล้าเสนอทางเลือกใหม่ ๆ การใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาทของกรุงเทพมหานคร ควรผ่านสายตาของผู้แทนที่มีมุมมองแตกต่าง มากกว่าผ่านเสียงเห็นชอบโดยอัตโนมัติ

"เพราะเมืองที่ดี ไม่ได้เกิดจากการที่ทุกคนยกมือพร้อมกัน แต่เกิดจากการที่ทุกคนกล้าคิด ก่อนจะยกมือ" 

 

 

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวอีก ปลดที่สาม…ปลดล็อก ส.ก. ให้เป็นหุ้นส่วนของผู้ว่าฯ ในการสร้างเมืองในหลายประเทศ สภาเมืองไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคู่ขัดแย้งของฝ่ายบริหาร แต่เป็น “หุ้นส่วน” ที่ช่วยกันทำให้การบริหารมีคุณภาพมากขึ้น เมื่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ ส.ก. ควรช่วยผลักดันให้เกิดผล เมื่อมีสิ่งที่ควรปรับปรุง ก็ต้องตรวจสอบด้วยเหตุผล ไม่ใช่ใบสั่งจากส่วนกลางระดับชาติ 

 

นี่ไม่ใช่การเล่นการเมือง แต่คือการทำหน้าที่แทนประชาชนชาวกรุงเทพฯ ส.ก. จึงไม่ควรถูกวัดจากความจงรักภักดีต่อพรรคการเมือง หากควรถูกวัดจากความซื่อสัตย์ต่อผลประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ

 

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวอีกว่า ท้ายที่สุด สิ่งที่ประชาชนกำลังเลือก ไม่ใช่เพียงผู้แทน 50 คน แต่กำลังเลือกวัฒนธรรมทางการเมืองของกรุงเทพมหานคร จะเป็นวัฒนธรรมที่รวมศูนย์อำนาจไว้กับสีเดียว หรือเป็นวัฒนธรรมที่เคารพความแตกต่าง เปิดพื้นที่ให้การสร้างความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของเมือง

 

"มหานครที่เข้มแข็ง ไม่ใช่มหานครที่ไม่มีเสียงคัดค้าน แต่เป็นมหานครที่สามารถเปลี่ยนความเห็นต่าง ให้กลายเป็นพลังร่วมในการพัฒนา

กรุงเทพมหานครจึงไม่จำเป็นต้องมี “สภาสีเดียว” หากจำเป็นต้องมี “สภาที่หลากหลาย“ สภาที่ปลดล็อกการเมืองระดับชาติออกจากท้องถิ่น สภาที่ปลดล็อกการผูกขาดอำนาจด้วยการถ่วงดุลอย่างสร้างสรรค์ และสภาที่ปลดล็อกการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือการสร้างกรุงเทพมหานครที่น่าอยู่สำหรับทุกคน" ผศ.ดร.เชษฐา ระบุ

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมืองที่ดี ไม่ได้เกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งชนะทุกเขต แต่เกิดจากการที่ประชาชนทุกเขต “ชนะ” จากการมีสภาที่ดีที่สุดสำหรับเมืองของตนเอง นั่นคือ เมืองที่ชื่อว่า ”กรุงเทพมหานคร“ ของทุกคน

 

 

 

ข่าวล่าสุด