เมื่อ ‘สภาผูกขาด’ อาจนำไปสู่ ‘เผด็จการท้องถิ่น’
ภายใต้หลักการประชาธิปไตยแบบถ่วงดุลอำนาจ (Checks and Balances) และแนวคิดพหุนิยมทางการเมือง (Pluralism) ความน่ากลัวที่สุดของการเลือกตั้งท้องถิ่นคือการที่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเข้าครอบครองเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จจนเกิดภาวะ “สภาสีเดียว” หรือ “เผด็จการสภาท้องถิ่น”
เมื่ออำนาจถูกรวมศูนย์ ยึดโยงอยู่กับมติพรรคและผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม การพิจารณางบประมาณแสนล้านอาจจะดำเนินไปด้วยการใช้ “อคติ” และ “ดุลพินิจส่วนตัว” เหนือหลักวิชาการ ฝ่ายบริหารเสนอโครงการอะไรมา หากไม่ถูกใจพรรคการเมืองฝั่งตรงข้าม งบประมาณก็พร้อมจะถูกปัดตกอย่างค้านสายตา กลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่ควรจะมีประสิทธิภาพจึงแปรสภาพเป็นเพียงเครื่องมือต่อรองทางการเมือง การอภิปรายพ้นจากความเป็นเหตุเป็นผลสู่การเป็นเพียง “พิธีกรรม” ที่เมืองต้องเสียโอกาส และประชาชนต้องเสียประโยชน์
สภาที่มีสีเดียวอาจสร้างความคล่องตัวในการตัดสินใจ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะขาดมุมมองที่หลากหลาย ขณะที่สภาที่ประกอบด้วยสมาชิกจากหลายกลุ่ม หลายแนวคิด และมี ส.ก. อิสระเข้ามาเติมเต็ม อาจจะช่วยให้การพิจารณานโยบายและงบประมาณเกิดขึ้นบนฐานของข้อมูล เหตุผล และผลประโยชน์สาธารณะมากกว่าความผูกพันทางการเมือง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการตัดลดหรือตัดงบประมาณโครงการสำคัญของกรุงเทพมหานครหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นสำหรับโรงเรียนสังกัด กทม. ระบบไฟจราจรอัจฉริยะเพื่อแก้ปัญหาการจราจร หรือโครงการติดตั้งเซ็นเซอร์และการประเมินความปลอดภัยของอาคารสูงจากความเสี่ยงด้านแผ่นดินไหว ฯลฯ
ไม่ว่าประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผลการลงมติเหล่านั้น สิ่งที่สังคมควรได้รับคือกระบวนการตัดสินใจที่มีข้อมูลทางวิชาการรองรับ มีการอภิปรายอย่างรอบด้าน และสามารถตรวจสอบผู้ลงมติได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของสภากรุงเทพมหานครในปัจจุบันคือการที่ประชาชนยังเข้าถึงข้อมูลการทำงานของสภาได้จำกัด โดยเฉพาะข้อมูลการลงมติรายบุคคลในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ว่า ผู้แทนที่ตนเลือกเข้าไปมีจุดยืนอย่างไรต่อโครงการที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนสิ่งที่นักวิชาการด้านการเมืองท้องถิ่นเรียกว่า “กล่องดำทางข้อมูล” (Data Black Box) กล่าวคือ ประชาชนรับรู้ผลลัพธ์ของการตัดสินใจ แต่ไม่สามารถมองเห็นกระบวนการภายในที่นำไปสู่การตัดสินใจนั้นได้อย่างโปร่งใส
สภาที่มี ‘ความหลากหลาย’ ไม่ใช่ ‘การผูกขาด’ คือทางออกเฉพาะของชาว กทม.
จากเหตุผลข้างต้นจึงอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่กรุงเทพมหานครต้องการ “สภาหลากหลาย” มากกว่า “สภาผูกขาด” เป็นสภาที่เต็มไปด้วยผู้แทนจากหลายกลุ่มหลายก้อน ไม่ใช่ผูกขาดทั้ง 50 เขตด้วยขั้วการเมืองเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
โมเดลหนึ่งที่น่าสนใจในการลดทอนปัญหาข้างต้น คือ การก้าวเข้ามาของ ส.ก. อิสระ ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความหลากหลายดังกล่าวอย่างน้อยสามประการ
ประการแรก คือความเป็นอิสระในการตัดสินใจ สามารถพิจารณาแต่ละเรื่องตามข้อเท็จจริง ข้อมูล และผลประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ โดยไม่จำเป็นต้องผูกพันกับยุทธศาสตร์ทางการเมืองหรือมติของพรรคใดพรรคหนึ่งที่สังกัดอยู่และเกี่ยวพันกับการเมืองระดับชาติมากเกินไป ซึ่งอาจนำวาระการเมืองระดับชาติเข้ามาปะปนกับการพัฒนาเฉพาะตัวของท้องถิ่น
ประการที่สอง คือการทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงความเห็นที่แตกต่างกันภายในสภา ช่วยลดความขัดแย้งทางการเมือง และเปิดพื้นที่ให้เกิดการประนีประนอมเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ของเมืองเหนืออื่นใด มากกว่ามาเล่นการเมืองในสภาท้องถิ่น
ประการที่สาม คือการเสริมสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุล เนื่องจาก สก. อิสระไม่มีภาระในการปกป้องผลประโยชน์ของพรรคการเมือง จึงสามารถตั้งคำถาม ตรวจสอบ และเสนอทางเลือกใหม่ ๆ ได้อย่างตรงไปตรงมามากขึ้น
แน่นอนว่าสภาที่มีความหลากหลายอาจทำให้การตัดสินใจบางเรื่องใช้เวลามากขึ้น แต่การทอดเวลาที่เกิดจากการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ ย่อมดีกว่าความรวดเร็วที่ขาดการตรวจสอบระหว่างกัน อันอาจเกิดจากสภาวะพวกมากลากไปพูดเป็นเสียงเดียวกันทั้งสภา
ในระยะยาว กรุงเทพมหานครควรมุ่งพัฒนาสภาให้เป็น “สภาเปิด” (Open Council) ที่ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลการประชุม การอภิปราย และผลการลงมติรายบุคคลได้อย่างสะดวก พร้อมทั้งส่งเสริมให้การพิจารณางบประมาณและข้อบัญญัติต่าง ๆ อาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์และองค์ความรู้ทางวิชาการมากกว่าความรู้สึกหรืออคติทางการเมือง
ขณะเดียวกัน สก. ควรให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาในการวางโครงสร้างทางกฎหมายของเมืองมากขึ้น เพราะเป็นหน้าที่หลักที่สำคัญที่สุดของการเข้ามาทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ทั้งข้อบัญญัติด้านการคมนาคม สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต มากกว่าการจำกัดบทบาทของตนเองอยู่เพียงการรับเรื่องร้องเรียนรายวัน ซึ่งเป็นภารกิจที่หน่วยงานระดับเขตสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว
ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการที่ฝ่ายหนึ่งชนะทุกเรื่อง แต่หมายถึงการที่ทุกฝ่ายมีพื้นที่ในการเสนอเหตุผล และประชาชนสามารถตรวจสอบผู้ใช้อำนาจได้ตลอดเวลา
ดังนั้น ในการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครครั้งต่อไป ประชาชนอาจไม่จำเป็นต้องถามเพียงว่าผู้สมัครสังกัดพรรคใด แต่อาจต้องถามเพิ่มเติมว่า เขามีความรู้เรื่องเมืองหรือไม่ มีอิสระทางความคิดเพียงใด และพร้อมทำงานเพื่อผลประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ มากกว่าผลประโยชน์ขององค์กรทางการเมืองที่สังกัดและผูกโยงกับการเมืองภาพใหญ่หรือไม่
เพราะกรุงเทพมหานครไม่ได้ต้องการเพียงผู้ว่าฯ ที่มีวิสัยทัศน์และทำงานแข็งขัน แต่ต้องการสภา กทม. ที่เข้มแข็ง โปร่งใส และหลากหลาย และในมหานครที่มีประชากรกว่าสิบล้านคน ไม่มีเหตุผลใดเลยที่สภากรุงเทพมหานครจะเป็นของพรรคใดเพียงพรรคเดียว แต่ควรเป็นสภากรุงเทพมหานครของทุกคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทั้งในเชิงอุดมการณ์ความคิดและวิถีชีวิตเชิงปฏิบัติประจำวัน