นายแสวง กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีการเลือกตั้งท้องถิ่น การเลือกตั้งระดับประเทศ รวมถึงการออกเสียงประชามติ การปฏิบัติภารกิจของสำนักงาน กกต. จึงอยู่บนหลักการ 28 ปี กกต. คือการเลือกตั้งที่เป็นกลาง โปร่งใส เที่ยงธรรม และมีส่วนร่วม
สำหรับก้าวต่อไป เรามุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่อนาคตภายใต้กรอบแนวคิดสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งและการยอมรับร่วมกันของประชาชน ทั้งด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนความคาดหวังของสังคม
สำนักงาน กกต. จำเป็นต้องปรับบทบาทจากผู้จัดการเลือกตั้งเป็นองค์กรขับเคลื่อนความเชื่อมั่นทางประชาธิปไตยที่สร้างความไว้วางใจจากประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ดังนั้น กกต. จึงกำหนดทิศทางเป็นองค์กรความเชื่อมั่นทางประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล โดยยึดหลักสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง 5 ด้าน คือ
1. ยกระดับการเลือกตั้งด้วยเทคโนโลยีเพื่อให้การจัดการเลือกตั้งถูกต้อง รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น ลดขั้นตอน ลดความผิดพลาด และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการของ กกต. ได้ทุกที่ทุกเวลา
2. เปิดเผยข้อมูลและสื่อสารกับประชาชนมากขึ้น รับฟังเสียงของประชาชนมากขึ้น โดยจะปรับพัฒนาระบบข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและพัฒนาการเลือกตั้งไปด้วยกัน
3. พัฒนาการเมืองให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และเป็นธรรม นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบค่าใช้จ่ายทางการเมือง และบริหารจัดการเรื่องร้องเรียน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเสมอภาคและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย
4. สร้างพลเมืองประชาธิปไตยยุคใหม่ โดยมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ส่งเสริมหน้าที่พลเมืองของประชาชนในทุกช่วงวัย
5. ปรับองค์กรเป็นองค์กรดิจิทัลที่มีสมรรถนะสูง โดยทบทวนการทำงาน ลดความซับซ้อน เพิ่มความคล่องตัว พัฒนาทักษะบุคลากรด้านเทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัล พร้อมนำระบบการจัดการสมัยใหม่มาใช้เพื่อให้ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“กกต. เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งที่ดีไม่ได้เกิดจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่จะเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง จะเกิดขึ้นได้เมื่อประชาชนมีความเชื่อมั่นว่าทุกคะแนนเสียงมีความหมาย ทุกกระบวนการมีความโปร่งใส และทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม การก้าวเข้าสู่ปีที่ 29 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอยืนยันเจตนารมณ์ที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและปรับตัวเข้าสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลที่ทันสมัย โปร่งใส และใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้น” นายแสวงกล่าว
เมื่อถามถึงการปรับตัวสู่ปีที่ 29 นายแสวงกล่าวว่า จากคติพจน์ใหม่ที่ระบุว่า สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ กกต. ต้องทำให้ได้ตามแผนการดำเนินงานที่วางไว้ ถือเป็นคำมั่นสัญญาที่มีต่อประชาชน หากทำได้ตามคติพจน์ทั้ง 4 ประโยค ซึ่งเป็นรากฐานขั้นต่ำของการเลือกตั้งในทุกประเทศ เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง แม้ทุกคนจะมีทัศนคติทางการเมืองส่วนตัว แต่เมื่อมาทำงานที่ กกต. ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง สุจริตคือทุกคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้ง ทั้งผู้สมัคร ประชาชน และผู้จัดการเลือกตั้งต้องสุจริต ส่วนคำว่าเที่ยงธรรมคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกัน ซึ่ง กกต. ได้ซักซ้อมพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางนี้ ตนยืนยันแทนพนักงานได้ว่าเราจะไม่มีข่าวเรื่องทุจริต แม้จะถือสำนวนอยู่ แต่เราพยายามฝึกพนักงานให้เป็นแบบนี้ สิ่งที่ต้องได้มากกว่านั้นคือการทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ซึ่งแผนและโครงการขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเสนอให้ กกต. เห็นชอบ
เมื่อถามถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเพจเฟซบุ๊กสำนักงาน กกต. นายแสวงกล่าวว่า สำนักงานพร้อมรับฟังความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เช่น การตำหนิการทำงาน แต่หากเป็นการใช้ถ้อยคำหยาบคายหรือด่าทอ ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็น ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยไม่ควรเป็นเช่นนั้น ย้ำว่าหากเป็นความเห็น กกต. พร้อมรับฟังและนำไปพิจารณา เราจะลองเปิดดูว่าจะรับได้ขนาดไหน ซึ่งเมื่อวานนี้มีคนนำสิ่งที่ตนพูดไปขยายความว่าตนต้องการเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพราะความโปร่งใสมาพร้อมกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ตนไม่ได้บอกว่า กกต. ไม่ได้ทำหน้าที่ แต่สิ่งที่อยากให้ประชาชนเข้ามาเป็นเจ้าของ ไม่เกี่ยวกับอำนาจ แต่เป็นเรื่องของหลักการที่ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
เมื่อถามถึงกระแสความไม่พอใจที่มองว่าเป็นการโยนภาระให้ประชาชน นายแสวงย้ำว่า การเลือกตั้งเป็นของประชาชนทั่วโลก แต่เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วประชาชนเกิดความสงสัยและมากล่าวหา กกต. ก็ลำบากในการหาหลักฐาน ดังนั้นประชาชนจึงต้องมีส่วนร่วม หากไม่มาสังเกตการณ์เลือกตั้งก็ไม่เป็นไร แต่หากประชาชนมาดูด้วยตาและช่วยกันดูแลก็จะดีกว่า กกต. ยินดีและสนับสนุนให้มาสังเกตการณ์เลือกตั้งอยู่แล้ว หากประชาชนมั่นใจการทำหน้าที่ของ กกต. และ กปน. ก็จบ เช่นการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งที่ผ่านมาที่เรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ ย้ำว่าหากต่างคนต่างมาช่วยกันดูแลแสดงถึงความเป็นเจ้าของหรือการมีส่วนร่วม โดย กกต. ก็ตรวจสอบการทำงานของทั้ง กปน. และผู้สมัครหลายขั้นตอน หากทำขนาดนี้แล้วคนยังสงสัยอยู่ ก็ต้องเข้ามาช่วยกันตรวจสอบการทำหน้าที่ของคน ซึ่งระบบดี คนในระบบก็ต้องดีด้วย
ส่วนผลสอบการทุจริตเลือกตั้งที่ยังค้างอยู่กว่า 2,000 เรื่อง นายแสวงกล่าวว่า ที่ กกต. ถูกตำหนิมากที่สุดคือการทำหน้าที่ของ กปน. ซึ่งหากประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในช่วงที่ กปน. กำลังทำหน้าที่ตามที่กฎหมายออกแบบไว้ ทุกอย่างจะสามารถคลี่คลายได้ทันที เพราะทุกคนมีกล้องที่ถ่ายรูปได้และอยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ แต่หากเรื่องผ่านมาแล้วต่างคนต่างพูด หากกระทำผิดจริงก็ไม่มีหลักฐาน มีแต่คำกล่าวหา ถือเป็นความยากของกระบวนการสืบสวนสอบสวน ตนจึงอยากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในช่วงที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน ซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้อยู่แล้วทั้งผู้สมัคร ประชาชน รวมถึงอาสาสมัครเข้ามาสังเกตการณ์ เมื่อถึงกระบวนการสืบสวนก็ต้องใช้เวลาเพราะเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว จึงต้องมีการสอบสวนและชั่งน้ำหนักพยานเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย