"ป้อม ภาวุธ" แฉ 9 ปมพิรุธ TH-AI Passport เอื้อระบอบสีน้ำเงิน
03 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

เจาะลึก “ป้อม ภาวุธ” เปิดปมพิรุธโครงการ TH-AI Passport ชี้งบหมื่นล้านเอื้อทุนสีน้ำเงิน สเปกไม่ตรงปก ซ้ำซากการจัดซื้อที่ไร้ความโปร่งใสและคุ้มค่า
ข่าว
03 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

เจาะลึก “ป้อม ภาวุธ” เปิดปมพิรุธโครงการ TH-AI Passport ชี้งบหมื่นล้านเอื้อทุนสีน้ำเงิน สเปกไม่ตรงปก ซ้ำซากการจัดซื้อที่ไร้ความโปร่งใสและคุ้มค่า
KEY
POINTS
3 มิถุนายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงเทคโนโลยีและรัฐบาล เมื่อ ป้อม ภาวุธ ออกมาถอดรหัส TH-AI Passport โครงการ กระทรวงดีอี ที่ส่อแววใช้งบประมาณไม่โปร่งใส พร้อมตั้งข้อสังเกตถึง ระบอบสีน้ำเงิน ที่อาจเชื่อมโยงกับ กลุ่มทุนสีน้ำเงิน จนเกิดการจัดซื้อจัดจ้างที่น่าสงสัยและสร้างความเสียหายต่อภาษีประชาชน
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้ที่ยื่นกระทู้ถาม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี เกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport จนเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ และตามขุดกันต่อทั้งบ้านทั้งเมือง ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมในรายการ “เนชั่นวิเคราะห์” ตอกย้ำข้อพิรุธของโครงการในหลายประเด็น
1.คำชี้แจงของรัฐมนตรีที่ว่า “รัฐบาลซื้อสิทธิ์ AI โดยตรงจากบริษัท AI ยักษ์ใหญ่ไม่ได้" ไม่ตรงกับความจริง เหตุผลคือ
-OpenAI มีแผนกที่เรียกว่า "OpenAI For Country" ซึ่งเปิดรับการจัดซื้อและร่วมมือระดับรัฐบาลโดยตรง เหมือนกรณีของประเทศสิงคโปร์ ที่ได้สิทธิประโยชน์และการลงทุนกลับคืนมาถึง 300 ล้านบาท รวมถึงประเทศมอลตา ที่ได้ความร่วมมือให้ประชาชนใช้ฟรีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
2.สเปกของ AI ที่รัฐมนตรีอ้างว่าเป็น "ระดับ Pro" นั้น ไม่ตรงปก เหตุผลคือ
-เมื่อนำรายละเอียดใน TOR มาเปรียบเทียบ กลับพบว่า ไม่มีความสามารถของ AI ระดับโปรอยู่เลย
-ไม่มีระบบ Deep Research, ไม่มี Canvas, ไม่รองรับ Multi-agent และไม่มี Connector เชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ เช่น Google Drive
-สรุป AI ตาม TOR เป็นเพียงแชตบอตธรรมดาที่มีความสามารถเทียบเท่า AI เมื่อ 2 ปีก่อน
3.การที่รัฐมนตรีอ้างว่าจะนำระบบมาประมวลผลในไทยเพื่อรักษาอธิปไตยทางเทคโนโลยีก็ไม่เป็นความจริง เหตุผลคือ
-ระบบ Frontier AI ระดับโลก ต้องดึงข้อมูลไปประมวลผลที่เซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศแน่นอน
4.สัดส่วนงบประมาณ 1,621 ล้านบาท ไม่ได้เน้นการอบรมหรืออัพสกิลเพิ่มทักษะ เหตุผลคือ
-เกือบ 90% ของงบประมาณ คือ ราวๆ 1,500 ล้านบาท ถูกระบุไว้เพียงบรรทัดเดียวว่า "ซื้อ AI"
-งบอบรมและการทำ E-learning ตั้งงบไว้ประมาณ 60 กว่าล้านบาท รองรับคนได้เพียง 4,800 คน ซึ่งขัดแย้งกับเป้าหมายที่ต้องการแจก AI ให้คน 5 ล้านคน
5.โครงการ TH-AI Passport โดยกระทรวงดีอี ใช้งบประมาณเฉพาะค่าซื้อ AI สูงถึง 1,500 ล้านบาท แต่ได้สิทธิการใช้งานเพียง 1 ปี หากหมดอายุต้องเสียเงินซื้อใหม่
6.โครงการนี้ ยังไม่ได้ประเมินผลว่าสำเร็จหรือไม่ แต่กระทรวงดีอีเตรียมตั้งงบประมาณเฟส 2 รอไว้แล้วอีก 900 ล้านบาท ทั้งที่โครงการแรกยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ
7.โครงการ TH-AI Passport ใช้งบสูงถึง 1,600 ล้านบาท และใช้เงินเกือบทั้งหมด คือ 1,500 ล้านบาท ในการซื้อสิทธิ AI แค่ 1 ปี
-แต่โครงการ Thai LLM ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาและสร้างโมเดล AI ภาษาไทย ของคนไทยโดยตรง กลับได้รับงบประมาณสนับสนุนเพียง 80–90 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าการทุ่มเงินซื้อ AI จากต่างชาติหลายเท่าตัว
8.เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการของหน่วยงานอื่น กลับพบส่วนต่างของราคาที่ห่างกันอย่างน่าตกใจ เช่น โครงการ OKMD Playground โดยสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ใช้งบประมาณเพียง 2.4 ล้านบาท แต่มีฟีเจอร์การใช้งานคล้ายคลึงกัน สามารถล็อกอินผ่าน Thai ID ได้ มีโมเดล AI ให้เลือกใช้หลายตัว และเปิดให้ประชาชนใช้งานจริงแล้วโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
9.เอกชน 3 รายที่เข้ามาเป็นผู้เทียบราคาในโครงการนี้ เป็นกลุ่มบริษัทเดียวกับที่ไปเสนอราคากลางในกระทรวงอื่นๆ ที่พรรคภูมิใจไทยบริหาร
-เอกชนที่ได้งานโครงการนี้ เป็นทีมเดียวกับที่เคยรับบริหารจัดการงานแข่งขันมอเตอร์ไซค์ MotoGP ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีพื้นเพเป็นบริษัทสื่อ แต่กลับได้มารับงานประมูลระบบเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI
-โครงการ TH-AI Passport เป็นเพียง "แผลเล็กๆ" แผลหนึ่งเท่านั้น หากสืบค้นลึกลงไปในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของกรมบัญชีกลาง จะพบรายชื่อบริษัทกลุ่มนายทุนสีน้ำเงินเหล่านี้ เข้าไปมีบทบาทในโครงการต่างๆ ของกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยบริหาร คิดเป็นมูลค่าความเสียหายระดับหลายหมื่นล้านบาท นี่คือสิ่งยืนยันเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” ว่า ไม่ได้มีเฉพาะพรรคการเมืองและข้าราชการเท่านั้น แต่ยังมี “นายทุนสีน้ำเงิน” ได้รับผลประโยชน์ด้วย
ข่าวล่าสุด