เนชั่นทีวี

ข่าว

นักวิชาการ แนะทำ TH-AI Passport เป็นอธิปไตยทางดิจิทัลไทย

02 มิ.ย. 2569 | katchatapong_lee

นักวิชาการ แนะทำ TH-AI Passport เป็นอธิปไตยทางดิจิทัลไทย

นักวิชาการ แนะทำ TH-AI Passport เป็น AI ของประชาชนเพื่ออธิปไตยทางดิจิทัลไทย-ความอยู่รอดของประชาชน เชื่อยกระดับทุนมนุษย์ได้ครั้งใหญ่

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และผู้แทนเครือข่ายวิชาการเพื่อขับเคลื่อน AI เชิงสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยความสุขชุมชน ที่ตั้งสำนักงาน ณ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยี AI กับความอยู่รอดของประชาชน ความมั่นคงของชาติและจุดคุ้มทุนของ TH-AI Passport ว่า สิ่งหนึ่งที่ตนได้เรียนรู้ตลอดหลายสิบปีของการทำงานด้านข้อมูล ยุทธศาสตร์ นโยบายสาธารณะ และความมั่นคง คือประเทศที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว ไม่ได้เกิดจากการมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเสมอไป แต่เกิดจากการมี "ประชาชน" ที่สามารถใช้เทคโนโลยีนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

ผศ.ดร.นพดล ยังระบุว่า วันนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุค AI หลายคนตื่นเต้น หลายคนกังวล บางคนกลัวว่า จะตกงาน บางคนกลัวว่า จะตามโลกไม่ทัน บางคนยังไม่เคยใช้ AI เลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น

คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า "AI ดีหรือไม่ดี" แต่คือ "คนไทยทุกคนจะมีโอกาสเข้าถึง AI อย่างเท่าเทียมหรือไม่” เพราะหากวันหนึ่ง AI กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานไม่ต่างจากไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต หรือโทรศัพท์มือถือ คนที่เข้าถึงได้ก่อน ย่อมได้เปรียบ คนที่เข้าไม่ถึง ย่อมเสียเปรียบ และความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่ก็จะเกิดขึ้นทันที

ผศ.ดร.นพดล ยังระบุว่า ในอีกมิติหนึ่ง AI ยังเกี่ยวข้องกับ “อธิปไตยทางดิจิทัล” (Digital Sovereignty) ของประเทศด้วยเพราะในอนาคต ข้อมูล ความรู้ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ จะกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญไม่ต่างจากพลังงาน น้ำ อาหาร หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ประเทศที่สามารถพัฒนาประชาชนให้เข้าใจและใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมมีความสามารถในการกำหนดอนาคตของตนเองได้มากกว่าประเทศที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การพัฒนาทักษะ AI ของประชาชน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี แต่ยังเป็นเรื่องของอธิปไตย ความมั่นคง และความสามารถในการแข่งขันของชาติในระยะยาวอีกด้วย จึงเป็นเหตุผลที่ตนมองว่า แนวคิดและการจะเกิด TH-AI Passport มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง หลังจากได้ศึกษารายละเอียดของโครงการ ตนพบว่า แก่นแท้ของโครงการนี้ ไม่ใช่เรื่องการแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ฟรี แต่เป็นความพยายามยกระดับทุนมนุษย์ (Human Capital) ของประเทศครั้งใหญ่ ผ่านการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับโลก เรียนรู้การใช้งานอย่างสร้างสรรค์ และนำไปต่อยอดในชีวิตจริง โดยมีเป้าหมายให้คนไทยไม่น้อยกว่า 5 ล้านคนได้เข้าถึงโอกาสดังกล่าว

 

ผศ.ดร.นพดล ระบุว่า หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ นี่ไม่ใช่โครงการเทคโนโลยี แต่เป็นโครงการพัฒนาคน เพราะสุดท้ายแล้ว AI ไม่ได้สร้างรายได้ คนต่างหากที่สร้างรายได้ AI ไม่ได้สร้างธุรกิจ ผู้ประกอบการต่างหากที่สร้างธุรกิจ AI ไม่ได้พัฒนาประเทศแต่คนไทยต่างหากที่จะพัฒนาประเทศ เหตุผลที่ตนมองเช่นนี้ ไม่ได้มาจากการศึกษาด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

ช่วงปี พ.ศ. 2555–2557 ตนมีโอกาสศึกษาเรื่องความมั่นคง ยุทธศาสตร์ และการประเมินสภาวะแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ชั้นสูง (Net Assessment) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ รวมทั้งคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอน และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา และต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2565–2566 ตนมีโอกาสศึกษาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐและภาคเอกชนของสหรัฐอเมริกา ณ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์อีกครั้ง สำหรับผมไปเรียนที่นั่นไม่ใช่ไปเป็นฝรั่งแต่เป็นคนไทยที่รู้เท่าทันฝรั่ง สิ่งหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเหล่านั้นสอน คือ ประเทศที่ได้เปรียบในระยะยาว ไม่ใช่ประเทศที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุดเสมอไป แต่คือประเทศที่สามารถพัฒนาคนของตนเองให้ใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนั้น เมื่อตนมอง TH-AI Passport ตนจึงไม่ได้มองว่าเป็นโครงการ AI แต่ตนมองว่า เป็นโครงการทุนมนุษย์ของประเทศไทย ซึ่งลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า

ถ้าเกษตรกรใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ต้นทุน วางแผนการเพาะปลูก และคาดการณ์ผลผลิตได้แม่นยำขึ้น

ถ้าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ใช้ AI ช่วยทำการตลาด เขียนโฆษณา และหาลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น หรือถ้านักเรียน นักศึกษามีผู้ช่วยเรียนรู้ส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมงและต่อยอดจาก AI ถ้าครูมีเครื่องมือช่วยจัดทำสื่อการสอนและลดภาระงานเอกสาร ถ้าผู้สูงอายุเข้าถึงความรู้ ข่าวสาร และบริการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ถ้าคนพิการมีเครื่องมือช่วยสื่อสาร เรียนรู้ และทำงานได้มากขึ้น

คำถามคือ คุณภาพชีวิตของคนไทยจะดีขึ้นหรือไม่ ผมเชื่อว่าหลายคนคงตอบว่า "ดีขึ้น" 

 

ผศ.ดร.นพดล ยังมองว่า เด็กคนหนึ่งในหมู่บ้านเล็ก ๆ บนดอยของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ควรมีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้ระดับโลกไม่ต่างจากเด็กในกรุงเทพมหานคร

เกษตรกรในอุบลราชธานีควรมีโอกาสใช้เครื่องมือสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ ไม่ต่างจากผู้ประกอบการในย่านธุรกิจสำคัญของประเทศ ผู้สูงอายุในชุมชนชนบทควรเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร และบริการที่เป็นประโยชน์ได้ง่ายขึ้นและคนพิการทุกคนควรมีโอกาสใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ การทำงาน และการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี หาก AI สามารถช่วยลดช่องว่างของโอกาสเหล่านี้ได้ นั่นอาจเป็นคุณค่าที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยีในยุคของเรา

แน่นอนว่า ทุกโครงการขนาดใหญ่ย่อมมีคำถาม เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลจะปลอดภัยหรือไม่ ใครเป็นเจ้าของข้อมูล จะเกิดการผูกขาดเทคโนโลยีหรือไม่ คนที่อยู่ห่างไกลจะเข้าถึงได้จริงหรือไม่

 

ผศ.ดร.นพดล ยังเข้าใจดีว่า โครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณของประเทศย่อมต้องถูกตั้งคำถามและตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม จากการศึกษารายละเอียดในTOR ผมพบว่า ข้อวิพากษ์วิจารณ์บางส่วนอาจเกิดจากการสรุปข้อเท็จจริงล่วงหน้า หรือการหยิบยกเพียงบางส่วนของข้อมูลมานำเสนอ โดยยังไม่ครอบคลุมสาระสำคัญทั้งหมดของโครงการ เช่น การกล่าวว่าเป็นเพียงการนำ AI เวอร์ชันฟรีมาแจกประชาชน ทั้งที่ TOR กำหนดให้เป็นบริการระดับ Pro หรือ Premium หรือการมองเฉพาะงบประมาณโดยไม่พิจารณาถึงเป้าหมายการพัฒนาทุนมนุษย์และต้นทุนของการไม่เตรียมคนไทยให้พร้อมสำหรับโลกยุค AI ดังนั้น ตนเห็นว่า การถกเถียงที่สร้างสรรค์ควรอยู่บนฐานข้อมูล ข้อเท็จจริง และผลลัพธ์ที่ประเทศจะได้รับ

อีกคำถามหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพร้อมกับโครงการขนาดใหญ่ คือ “คุ้มค่ากับงบประมาณหรือไม่” ตนเห็นว่า คำถามนี้เป็นคำถามที่สำคัญ และควรถูกถาม

แต่ในบางกรณี คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ

“ประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสอะไร หากเราไม่ทำอะไรเลย” เพราะหากเราเริ่มต้นจากการถามเพียงว่า “โครงการนี้คุ้มค่าเท่าไร” “ROI เท่าไร” หรือ “ใช้งบประมาณเท่าไร” การถกเถียงอาจถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องตัวเลข ทั้งที่แก่นแท้ของประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศและศักยภาพของประชาชน

หลายประเทศที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เริ่มต้นจากการคำนวณผลตอบแทนทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากการประเมิน “ต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย” หรือ Cost of Inaction ซึ่งสิงคโปร์ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่าโครงการจะคืนทุนได้เท่าไหร่ แต่เริ่มจากคำถามว่า หากประชาชนไม่พัฒนาทักษะใหม่ประเทศจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอนาคตหรือไม่ และเอสโตเนียไม่ได้เริ่มจากการคำนวณว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลจะสร้างกำไรเท่าไร แต่เริ่มจากการตระหนักว่าหากรัฐไม่ปรับตัว ประเทศจะสูญเสียเวลา สูญเสียโอกาส และสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน และเกาหลีใต้ก็ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า AI คุ้มทุนกี่เปอร์เซ็นต์ แต่เริ่มจากคำถามว่า หากไม่ลงทุนพัฒนาคนของตนเอง ประเทศจะสามารถแข่งขันกับมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของโลกได้หรือไม่

ในโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ การศึกษา การทำงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างรวดเร็ว ต้นทุนของการไม่เตรียมคนไทยให้พร้อม อาจสูงกว่า งบประมาณของโครงการหลายเท่า

 

ผศ.ดร.นพดล เชื่อว่า หากคนไทย 5 ล้านคน สามารถเพิ่มผลิตภาพในการทำงานได้เพียงคนละ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นในระยะยาว อาจมีมูลค่าสูงกว่างบประมาณของโครงการอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น สำหรับตร TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงคำถามเรื่องงบประมาณ แต่เป็นคำถามว่า ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะลงทุนให้กับทักษะอนาคตของประชาชน เพื่อ “ไม่ให้” คนไทยกลายเป็นผู้ตามในโลกยุค AI บางครั้ง คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า “โครงการนี้ใช้งบประมาณเท่าไร”

แต่คือ “ประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสไปมากเพียงใด หากเราไม่เร่งพัฒนาคนไทยให้พร้อมสำหรับโลกยุค AI” ตนเห็นว่าคำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ดี และควรถูกถามเพราะโครงการที่ดี ต้องพร้อมรับการตรวจสอบ ต้องโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาลและต้องอธิบายต่อสังคมได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตนคิดว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ตัวระบบไม่ใช่แอปพลิเคชันและไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกว่า "โครงการนี้เป็นของเขา" ไม่ใช่ของรัฐบาล ไม่ใช่ของหน่วยงานใด และไม่ใช่ของบริษัทเทคโนโลยีรายใด หากวันหนึ่งคนไทยรู้สึกว่า AI ช่วยให้เขาหางานได้ ช่วยให้เขามีรายได้เพิ่ม ช่วยให้ลูกหลานเรียนรู้ได้ดีขึ้น ช่วยให้ธุรกิจแข่งขันได้ ช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้น เมื่อนั้น TH-AI Passport จะไม่ใช่เพียงโครงการของรัฐแต่จะกลายเป็นโครงการของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

 

ผศ.ดร.นพดล ยังเห็นว่า ในศตวรรษที่ 21 ความมั่นคงของชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของประชาชน ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และความสามารถในการปรับตัวของประเทศต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์เราอาจไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดในโลก เราอาจไม่มีประชากรมากที่สุดในโลกแต่เราสามารถเป็นประเทศที่ลงทุนกับ "ประชาชน" ได้ดีที่สุด และหาก TH-AI Passport สามารถทำให้คนไทยหลายล้านคนเข้าถึงความรู้ ทักษะ และโอกาสใหม่ ๆ ได้จริง นี่อาจไม่ใช่เพียงโครงการด้านดิจิทัล แต่อาจเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาทุนมนุษย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 เพราะอนาคตของประเทศไทยจะไม่ได้ถูกกำหนดด้วย AI ที่ฉลาดที่สุด แต่จะถูกกำหนดด้วยคนไทยที่สามารถใช้ AI เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ

 

ผศ.ดร.นพดล ยังย้ำว่า โลกจะไม่รอประเทศไทย AI ก็จะไม่รอประเทศไทยเช่นกัน แต่เรายังมีเวลาที่จะเตรียมคนไทยให้พร้อม TH-AI Passport จึงไม่ใช่เรื่องของเครื่องมือ ไม่ใช่เรื่องของแอปพลิเคชันและไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี หากแต่เป็นเรื่องของ "โอกาส" ที่คนไทยทุกภาคส่วนจะมีโอกาสร่วมเรียนรู้ ร่วมออกแบบ และร่วมสะท้อนความคิดเห็นต่อแนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์ด้วย AI ของประเทศ เพื่อให้โครงการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะใช้ชื่อใดก็ตาม สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง เพราะนี่ไม่ใช่การลงทุนในเทคโนโลยีแต่คือการลงทุนในคนไทยและไม่มีการลงทุนใดคุ้มค่ากว่าการลงทุนในอนาคตของลูกหลานเรา ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีของโลกแต่จะเป็นคนไทยที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างอนาคตของตนเองครอบครัว และประเทศไทยร่วมกัน