การันตีความปลอดภัยของข้อมูล: ข้อมูลยืนยันตัวตนจะถูกแยกจากข้อมูลการใช้งาน (Prompt) ซึ่งจะใช้ในรูปแบบ anonymous เก็บรักษาในศูนย์ข้อมูลไทย เพื่อนำไปพัฒนา sovereign model (โมเดล AI ของไทยเอง) โดยโมเดลต่างชาติที่ร่วมโครงการไม่มีสิทธิ์นำข้อมูลนี้ไปพัฒนาต่อ
นายไชยชนก กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งผลักดันโครงการนี้ เพราะระดับการใช้งาน AI ของแรงงานไทยยังต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยโลก โดยอ้างอิงข้อมูล Global AI Adoption ปี 2024 พบว่า แรงงานไทยเข้าถึง AI เพียงกว่า 10% ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 23% และสิงคโปร์อยู่ที่ 69% ส่วนค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ประมาณกว่า 16% สะท้อนว่าไทยยังต่ำกว่า Global Benchmark และต้องเร่งยกระดับการใช้งาน AI ให้ทันการแข่งขันของโลก
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำให้ประชาชน “เข้าถึง” AI เท่านั้น แต่ต้องการให้ประชาชนใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพจริงในชีวิตประจำวัน การทำงาน และการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการเรียนรู้เรื่อง prompting การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ สร้างงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และต่อยอดผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือค้นหาข้อมูลรูปแบบใหม่
นายไชยชนก ย้ำว่า ข้อมูลในโครงการนี้จะถูกเก็บไว้ที่ศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย และโมเดลต่างประเทศที่เข้าร่วมโครงการ จะไม่สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ฝึก หรือพัฒนาโมเดลของตนเองในต่างประเทศได้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องการใช้โครงการนี้เป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนา sovereign model หรือโมเดล AI ของไทยในอนาคต เพื่อให้ประเทศมีขีดความสามารถของตนเอง และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติในระยะยาว
โครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่นโยบายที่เกิดจากรัฐบาลก่อนหน้า แต่เป็นแนวคิดที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงที่ตนเข้ามาทำงานในรอบก่อน โดยอยู่ภายใต้นโยบาย AI Adoption และ AI Literacy ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของกระทรวงดีอีในการยกระดับความรู้และการใช้งาน AI ของประชาชน
สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการ นายไชยชนก กล่าวว่า โดยหลักต้องการเปิดให้ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง แต่จะให้ความสำคัญกับกลุ่ม first jobber และคนรุ่นที่อยู่ในตลาดแรงงานปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งเรียนจบ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่กำลังเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสามารถใช้ AI เพิ่มศักยภาพการทำงานได้ทันที