เนชั่นทีวี

ข่าว

“เท้ง ณัฐพงษ์” เมิน สว. ฟ้อง! ยันเดินหน้าแฉ “ระบอบสีน้ำเงิน”

27 พ.ค. 2569 | titayu_pur

“เท้ง ณัฐพงษ์” เมิน สว. ฟ้อง! ยันเดินหน้าแฉ “ระบอบสีน้ำเงิน”

"เท้ง ณัฐพงษ์" หัวหน้าพรรคประชาชน ยันไม่ขอโทษหลังถูก สว. ขู่ฟ้องปม "ระบอบสีน้ำเงิน" ลั่นเป็นข้อเท็จจริงเพื่อชี้ให้เห็นกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

"เท้ง ณัฐพงษ์" หัวหน้าพรรคประชาชน ยันไม่ขอโทษหลังถูก สว. ขู่ฟ้องปม "ระบอบสีน้ำเงิน" ลั่นเป็นข้อเท็จจริงเพื่อชี้ให้เห็นกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

KEY

POINTS

  • ยืนกรานไม่ขอโทษ: นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน ปฏิเสธการขอโทษกลุ่ม สว. โดยยืนยันว่า สิ่งที่พูดเรื่อง "ระบบสีน้ำเงิน" คือข้อเท็จจริงที่ต้องการสื่อสารให้เห็นปัญหาของกติกาการเมืองปัจจุบัน

     
  • เปิดศึกการเมือง: ระบุว่าการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิ์ของประชาชน ในการตั้งคำถามถึงที่มาของอำนาจ และการตรวจสอบ ซึ่งกลุ่ม สว. ไม่ควรใช้กลไกทางกฎหมายมาปิดปากผู้เห็นต่าง

     
  • เดินหน้าทางออกประเทศ: ย้ำเป้าหมายหลักของพรรคคือ การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และยันการทำ MOA กับพรรคภูมิใจไทยทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไม่ใช่พรรคพวก

27 พฤษภาคม 2569 การปะทะคารมเดือดระหว่าง "เท้ง ณัฐพงษ์" หัวหน้าพรรคประชาชน กับกลุ่ม สว. กรณีวิพากษ์ ระบอบสีน้ำเงิน สะท้อนถึงการเมืองไทย ที่ยังขาดความโปร่งใสในระบบรัฐสภา ซึ่งพรรคประชาชนยืนยันเดินหน้าผลักดัน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เป็น ประชาธิปไตย ที่ยึดโยงกับประชาชนและแก้ปัญหาการทุจริตอย่างแท้จริง ผ่านการวิเคราะห์ทิศทาง การเมืองไทย ที่กำลังถูกจับตามอง


ล่าสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาตอบโต้กลับ เรื่องระบอบสีน้ำเงินเป็นเพียงการสร้างวาทกรรม และเป็นการสร้างความแตกแยกว่า โจทย์สำคัญของประเทศ ต้องมีระบบการตรวจสอบที่ดี ยึดโยงประชาชน ประเทศโปร่งใสจากการทุจริต ซึ่งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 เกิดช่องโหว่ ทำให้สังคมตั้งคำถาม อย่างการเลือก สว. ที่มีตั้งคำถามว่า กกต. จะเป่าคดีนี้หรือไม่

 

ดังนั้น การที่ตนสื่อสารเรื่องระบอบสีน้ำเงิน เพื่อทำให้สังคมเห็นว่า ระบอบการปกครองไม่ได้เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นระบอบสีน้ำเงิน ที่กลุ่มก้อนการเมืองกินรวบประเทศ ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งสุดท้ายแล้วการจัดทำรัฐธรรมนูญ ต้องผ่านการออกเสียงประชามติ จึงอยากให้ประชาชนเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีที่มา สว. หรืองค์กรอิสระ ที่หากขัดต่อระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง พรรคประชาชนก็พร้อมรณรงค์ไม่ให้ความเห็นชอบ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน

 

ส่วนยืนยันไม่ใช่เป็นการสร้างวาทกรรม แต่เพราะสังคมประจักษ์เห็นได้ถึงระบอบสีน้ำเงินใช่หรือไม่ นั้น นายณัฐพงษ์ ระบุว่า อยู่ที่ประชาชนต้องใช้ความรู้สึกว่า สิ่งที่ตนสื่อสารออกไปสอดคล้องกับที่ทุกคนประสบหรือไม่ และนายกรัฐมนตรีก็ประกาศพร้อมจัดการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ภาคธุรกิจต้องจ่ายสินบนให้หน่วยงานราชการสูงขึ้น ดัชนีชี้วัดการทุจริตตกลงทุกปี จึงต้องให้ประชาชนตัดสินว่า สิ่งที่พรรคประชาชนสื่อสาร สอดคล้องบริบทกับข้อเท็จจริงของประเทศหรือไม่


ส่วนที่นายภราดร ระบุพรรคภูมิใจไทย สำนึกบุญคุณพรรคส้ม ที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยเติบโตได้ถึงขนาดนี้นั้น นายณัฐพงษ์ มองว่า เป็นการตอบโต้ทางการเมืองเพื่อทิ่มแทงกัน แต่ตนไม่ขอทิ่มแทงกลับ และขอเชิญชวนทุกคนคิดว่า หากระบอบการปกครองอยู่ใต้กลุ่มการเมืองสีน้ำเงินจริง ทางออกประเทศจากการเลือกตั้งในครั้งหน้าอาจจะไม่จบ แต่จะต้องแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศให้เป็นประชาธิปไตย จึงเป็นที่มาที่พรรคฯ ให้ความสำคัญมาก

 

พร้อมย้ำว่า การลงนาม MOA กับพรรคภูมิใจไทย พรรคฯ ยึดประโยชน์ประเทศเป็นตัวตั้งมากกว่าประโยชน์พรรค จึงลงนาม MOA เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า ผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ จะออกมาเช่นไร แต่เมื่อผลการเลือกตั้งเป็นเช่นนี้ ก็ต้องเคารพเสียงประชาชน และเดินหน้าต่อ ดังนั้น ภายใต้ผลการเลือกตั้งที่ออกมา ตนและพรรคประชาชนจะต้องสร้างทางออกให้ประเทศ ซึ่งพรรคฯ จะพยายามสร้างทางออกประเทศให้ดีที่สุด 

 

 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน

ส่วนที่ ส.ว.เรียกร้องให้ตนเองแถลงขอโทษ และอาจจะมีการปรึกษาฝ่ายกฎหมายวุฒิสภาเพื่อดำเนินคดีนั้น นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า

 

ตนไม่คิดว่าจะต้องขอโทษ เพราะสิ่งที่ตนพูดเป็นข้อเท็จจริง และไม่ได้พาดพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เมื่อมีบุคคลออกมากระทำการแสดงตัว ตนก็ห้ามไม่ได้ และผลกระทบทางคดีที่จะเกิดขึ้น ตนก็ไม่กังวล และพร้อมชี้แจงคำพูดต่าง ๆ ที่ตนเชื่อว่า เป็นข้อเท็จจริงเช่นนั้นจริง ๆ

 

ส่วนจะเป็นการเปิดศึกระหว่าง สส. กับ สว. หรือไม่ นั้น นายณัฐพงษ์ บอกว่า ตนได้วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงสถาบันการเมือง และกติกาประเทศที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ได้วิจารณ์กลุ่มบุคคลหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเฉพาะ 

 

หากถอดหมวกตนออกจากหัวหน้าพรรค ประชาชนไม่มีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์สถาบันการเมือง หรือกติกาที่ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ในขณะที่ สว.กำลังข่มขู่ฟ้องร้องปิดปากตน ซึ่งหากใช้มาตรฐานเดียวกัน จะฟ้องร้องประชาชนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ กลุ่มก้อนการเมืองสีน้ำเงินหรือไม่ ดังนั้น ตนจึงได้ออกมาเรียกร้องในฐานะประชาชนคนธรรมดา ที่อยากได้ระบบการปกครองที่ดีกว่าในบ้านนี้



นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการวิเคราะห์เชื่อมโยงว่า พรรคประชาชนพูดเรื่องระบอบสีน้ำเงิน เพื่อฟื้นกระแสนิยมในช่วงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครว่า อาจจะมีการวิเคราะห์ไปได้ แต่ตนก็มั่นใจในผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต และมั่นใจในผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน ที่จะเป็นโอกาสให้คนกรุงเทพฯ ได้ตัวเลือกที่ดีที่สุดในการบริหารกรุงเทพฯ ในอีก 4 ปีข้างหน้า


ส่วนที่ สว.พยายามโยงเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับสีบนธงชาตินั้น นายณัฐพงษ์ ย้อนถามว่า เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากตนหรือไม่ หากไม่เคยได้ยิน แต่ได้ยินจากคนอื่นที่กล่าวหาพรรคสีส้มมาโดยตลอด และนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการนิติสงคราม ซึ่งหากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นจากปากตน ตนก็ต้องขอย้อนกลับถึงผู้ที่พูดแบบนี้ว่า มีเจตนาใดกันแน่ หรือต้องการขัดขวางระบอบประชาธิปไตยของประเทศ 

 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน