โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 10 ที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี และมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ และอ้างถึงมาตรา 11 การเลือก การแต่งตั้ง การให้พ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย และมาตรา 12 องคมนตรีจะต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และข้าราชการในพระองค์ และองคมนตรียังปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ในพระราชกรณียกิจต่าง ๆ และติดตามความคืบหน้าโครงการที่พระมหากษัตริย์ช่วยเหลือพสกนิกร เพื่อรายงานต่อพระมหากษัตริย์ และองคมนตรีเป็นโบราณราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณ
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวอีกว่า การประชุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการประชุมติดตามการรับมือสาธารณภัย โดยองคมนตรีเข้าร่วมสังเกตการณ์ และดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา โดยตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมดังกล่าวของพรรคประชาชนและแกนนำเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยพยายามสร้างความเข้าใจผิดต่อบทบาทขององคมนตรี และมีเจตนาหรือประสงค์ต่อผลที่จะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเป็นพฤติกรรมเดิมต่อเนื่องตั้งแต่พรรคก้าวไกล ที่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดีว่าเป็นการลดสถานะและการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ และชี้ว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ นำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ
“ดังนั้นคณะกรรมาธิการพิทักษ์เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเรียกร้องไปยังพรรคการเมือง พรรคประชาชนได้แสดงความรับผิดชอบ ไม่นำสถาบันมาโจมตี หรือใช้ทางการเมือง ยุยง ปลุกปั่นสร้างความเข้าใจผิด และความแตกแยกระหว่างประชาชนและสถาบันพระมหากษัตริย์ คณะกรรมาธิการจะพิจารณาดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวข้างต้น และพรรคประชาชนต่อไป เพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และศูนย์รวมของชาติไทยสืบไป“ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า หลังจากที่องคมนตรีได้ร่วมประชุมกับ บก.ปภ.ช. มีการกล่าวว่า รัฐบาลอยู่ภายใต้การชี้นำขององคมนตรี ไม่ใช่การปรึกษาหารือ หรือการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง และอ้างถึงโพสต์เฟซบุ๊กของนายณัฐพงษ์ ที่โพสต์รำลึก 12 ปีเหตุการณ์รัฐประหาร ซึ่งมีข้อความที่ระบุว่า ”ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมที่จะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลบิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบ หรือถอดถอนไม่ได้ ผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงินไม่จำเป็นต้องตัดสินใจ เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนใหญ่ เพราะไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่มีความมุ่งหมายกินรวบประเทศทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ“
ซึ่งข้อความดังกล่าว ตนในฐานะประธานกรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฯ ของวุฒิสภา เห็นว่ามีการเน้นย้ำเรื่องระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศไทย ซึ่งแสดงภายหลังจากที่องคมนตรีร่วมประชุมกับ บก.ปภ.ช. หากตีความแล้วคำว่าระบอบหมายถึงการคงมีอยู่และการอยู่ต่อไป สีน้ำเงินคือสีแถบธงชาติไทย ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปทราบอย่างดีว่าหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ และการกล่าวว่ากินรวบประเทศไทยหมายถึงพฤติกรรมการผูกขาด หรือการใช้โอกาสเอามาเป็นผลประโยชน์ของตนทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งเข้าใจได้ว่าเป็นความพยายามสร้างวาทกรรม พยายามทำให้สถาบันฯ ดูสั่นคลอนในสายตาประชาชนใช่หรือไม่
“โดยการนำการทำหน้าที่ขององคมนตรี ที่อยู่ในพระบรมราชวินิจฉัย ตามโครงการของพระมหากษัตริย์ การโจมตีกล่าวหา ไม่มีมูลค่าซ้ำซ้อน การบริหารงานของรัฐบาลสิ้นเปลืองงบประมาณหรือไม่ เป็นการ ‘ตีวัวกระทบคราด’ หรือไม่ว่าต้องการสื่อถึงใคร วิญญูชนย่อมเข้าใจได้โดยรู้ดีว่า วาทกรรมนั้น อาจกระทบกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นความพยายามใช้วาทกรรมทำให้สถาบันสั่นคลอนในสายตาประชาชน ต้องการให้บ้านเมืองปั่นป่วนหรือไม่ ทำให้คนไทยแตกแยกต่อไปหรือไม่” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวอีกว่า ไม่ใช่การวิจารณ์ตามปกติ แต่เป็นความพยายามในการลดความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อเสาหลักของบ้านเมือง และการโยงสี โยงคนรอบสถาบัน ปล่อยให้สังคมตีความกันเอง แบบมีนัยยะซ่อนเร้น เชื่อได้ว่าเป็นการหมิ่นสถาบันหรือไม่ เป็นการ ‘ตีวัวกระทบคราด’ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดมาตรา 112 โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจผิดต่อองคมนตรีว่ามีการเข้าแทรกแซง สั่งการรัฐบาล การกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการแสดงความเห็นนำไปสู่การสร้างกระแสสังคมที่วิจารณ์องคมนตรี เพื่อให้ประชาชนไม่ยอมรับองคมนตรีนำไปสู่การเสนอข้อเรียกร้องให้ยกเลิกองคมนตรี เป็นการเสนอที่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการแสดงเจตนาที่ส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน เรียกร้องให้องค์กรอิสระและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาพฤติกรรมดังกล่าว ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ เผยว่า พร้อมฝากข้อห่วงใยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวของแกนนำพรรคประชาชน อาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดี 44 สส. ที่อยู่ในชั้นศาลฎีกา และศาลฯ ไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ อีกทั้งศาลฯ มีคำสั่งเงื่อนไขข้อห้ามการกระทำซ้ำเอาไว้
#พรรคประชาชน #องคมนตรี #กมธพิทักษ์สถาบัน #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #ปิยบุตรแสงกนกกุล #มาตรา112 #ระบอบสีน้ำเงิน #ข่าวการเมือง #วุฒิสภา #สวแถลง