เนชั่นทีวี

ข่าว

89 สว. ขีดเส้น 3 วัน จี้ “ณัฐพงษ์” ขอโทษ ปมแฉ “ระบอบสีน้ำเงิน”

25 พ.ค. 2569 | titayu_pur

89 สว. ขีดเส้น 3 วัน จี้ “ณัฐพงษ์” ขอโทษ ปมแฉ “ระบอบสีน้ำเงิน”

วุฒิสภาเดือด! 89 สว. แถลงตอบโต้ “ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรคประชาชน หลังพาดพิงการทำงานเป็น “ระบอบสีน้ำเงิน” ขู่ดำเนินคดีหากไม่ขอโทษภายใน 3 วัน ยัน สว. มีอิสระ 100% ไม่ใต้อาณัติใคร

วุฒิสภาเดือด! 89 สว. แถลงตอบโต้ “ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรคประชาชน หลังพาดพิงการทำงานเป็น “ระบอบสีน้ำเงิน” ขู่ดำเนินคดีหากไม่ขอโทษภายใน 3 วัน ยัน สว. มีอิสระ 100% ไม่ใต้อาณัติใคร

KEY

POINTS

  • ส.ว. ลุกฮือปกป้องเกียรติ: สมาชิกวุฒิสภา 89 คน นำโดย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ แถลงประณามการใช้คำว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" ของนายณัฐพงษ์ ว่าเป็นการบิดเบือนและยุยงปลุกปั่น พร้อมขีดเส้นตาย 3 วันให้ขอโทษ มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย
     
  • จุดยืนวุฒิสภา: ส.ว. ยืนยันที่มาของตนถูกต้องตามกฎหมาย มีความเป็นอิสระ 100% ไม่ได้เป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองใด และระบุว่าสีน้ำเงินคือสีธงชาติ ไม่ใช่สัญลักษณ์ทางการเมืองที่ฝ่ายค้านกล่าวอ้าง
     
  • พรรคประชาชนไม่ถอย: นายณัฐพงษ์ ย้ำจุดยืนเรื่องการยึดโยงรัฐสภากับประชาชนผ่านการแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มองว่า ส.ว. และองค์กรอิสระเป็นกลไกที่ถูกแทรกแซงโดยระบอบผูกขาด และพร้อมเดินหน้าตรวจสอบเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนอย่างโปร่งใส

25 พฤษภาคม 2569 ศึกรัฐสภาร้อนระอุ เมื่อสมาชิกวุฒิสภาผนึกกำลังโต้กลับ กรณีถูกพาดพิงถึง ระบอบสีน้ำเงิน จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสถานการณ์ การเมืองไทย ในปัจจุบัน โดยฝ่าย สว. ยืนกรานความบริสุทธิ์และพร้อมปกป้องเกียรติภูมิขององค์กรผ่าน วุฒิสภาไทย เพื่อความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตย


ที่อาคารรัฐสภา คณะสมาชิกวุฒิสภา 89 คน นำโดย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ โฆษกคณะกรรมการวิสามัญกิจการวุฒิสภา ร่วมกันแถลงข่าวตอบโต้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กรณีโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหาวุฒิสภา ทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้การเมือง “ระบอบสีน้ำเงิน” 


นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า นายณัฐพงษ์ พาดพิงถึงองค์กรวุฒิสภาว่า มีลักษณะไม่ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย และอ้างว่าใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบถอดถอนไม่ได้ และใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นท้าทายอำนาจ และผลประโยชน์จะถูกขัดขวาง โดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระหรือกระบวนการยุติธรรมอื่น โดยคณะวุฒิสภาได้แถลงข่าวต่อสังคมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า

 

ข้อความดังกล่าวของนายณัฐพงษ์ ไม่เป็นความจริง แต่เป็นการยุยง ปลุกปั่น บ่อนทำลายการทำหน้าที่ของวุฒิสภาด้วยข้อความอันเป็นเท็จ

 

พร้อมอธิบายความเป็นจริงเป็นดังนี้ 1. การรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน และเหตุการณ์รัฐประหารผ่านมาแล้ว 12 ปี บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ โดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 จากนั้นมีการเลือกตั้ง สส. 3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2562 2566 และ 2569 และพรรคของนายณัฐพงษ์ ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน ที่ยอมรับว่า ส่งตัวแทนผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกติกาของรัฐธรรมนูญ

89 สว. ขีดเส้น 3 วัน จี้ “ณัฐพงษ์” ขอโทษ ปมแฉ “ระบอบสีน้ำเงิน”

 

โดยเฉพาะในปี 2566 พรรคของนายณัฐพงษ์ ได้รับการเลือกตั้งได้ สส. เป็นอันดับหนึ่ง และที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชนได้ลงประชามติให้ความเห็นชอบก่อนการประกาศใช้ จึงเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ได้เป็นมรดกของคณะรัฐประหาร ตามข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่ไม่ประสบความสำเร็จ และไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา พยายามบ่อนทำลาย ยุยงปลุกปั่น ให้ประชาชนเข้าใจผิด


สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ที่มาจากการเลือกกันเองของกลุ่มอาชีพ ตราบใดที่องค์กรผู้มีอำนาจและศาล ยังไม่ได้พิพากษาเป็นอย่างอื่น ต้องถือว่าสมาชิกวุฒิสภาทุกคน ผ่านการเลือกมาอย่างถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และที่ผ่านมาสมาชิกวุฒิสภาได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนชาวไทย อย่างเป็นกลางและอิสระ รวมทั้งความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม และไม่เคยมีการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลหรือบิดเบือนแต่อย่างใด

 

“ตามที่นายณัฐพงษ์ กล่าวหา ในทางตรงกันข้ามนายณัฐพงษ์ เองพยายามให้ร้ายเกี่ยวกับที่มา และการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. อย่างลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานและไม่เป็นความจริง ถือว่า นายณัฐพงษ์ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกติกา การเลือกของ สว.และการปฏิบัติหน้าที่ของ สว.ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และนายณัฐพงษ์ ตัดสินแทนศาลไม่ได้” นายพิสิษฐ์ กล่าว 

 

89 สว. ขีดเส้น 3 วัน จี้ “ณัฐพงษ์” ขอโทษ ปมแฉ “ระบอบสีน้ำเงิน”

นายพิสิษฐ์ กล่าวยืนยันย้ำว่า สว.ชุดนี้ที่มาตามรัฐธรรมนูญ และปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ทุกคนถูกตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ มี สว. บางคนถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยศาล ดังนั้น การกล่าวหาว่า ประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนไม่ได้ จึงเป็นความเท็จและบิดเบือน ด้วยเจตนาที่ให้ร้ายวุฒิสภาและ สว. องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

 

“สมาชิกวุฒิสภาขอเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ อธิบายให้ชัดเจนว่า ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินที่กล่าวถึง หมายถึงระบอบใด และสีน้ำเงินหมายถึงสถาบันใด หรือใคร หากนายณัฐพงษ์ มีเจตนาที่จะเล่นการเมืองอย่างสุจริต ต้องทำให้เกิดความชัดเจนทางการเมือง รวมถึงการกล่าวหาสถาบันใดบุคคลใด ต้องตรงไปตรงมา อย่าใช้สมบัติสำนวนโวหาร ที่ต้องการให้มีการตีความแปลความ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ทำให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิกวุฒิสภา องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ” นายพิสิษฐ์ กล่าว

 

89 สว. ขีดเส้น 3 วัน จี้ “ณัฐพงษ์” ขอโทษ ปมแฉ “ระบอบสีน้ำเงิน”

 

“สว.ขอประณาม เป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุด และเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์แถลงการณ์ขอโทษต่อวุฒิสภา หากไม่ดำเนินการภายใน 3 วัน สว.จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย และอื่นๆ เพื่อปกป้องวุฒิสภา จากการกระทำของนายณัฐพงษ์ ที่มีเจตนาทำร้ายวุฒิสภา ด้วยการทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือศรัทธาต่อองค์กร ซึ่งเป็นสถาบันหลักของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นายพิสิษฐ์ กล่าว

 

เมื่อถามว่า การดำเนินการทางกฎหมายจะมีการฟ้องร้องด้วยข้อหาใด นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เรื่องการฟ้องร้องทางกฎหมาย ตนขอไปพิจารณา ขอให้เดินตามกรอบกฎหมายของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ตนอยากให้นายณัฐพงษ์ แสดงเจตนาขอโทษออกมา  เราคิดว่าการที่พาดพิงแบบไม่มีหลักฐานข้อมูลใดๆ ย่อมทำให้เกิดความเสื่อมเสียได้ กฎหมายก็มีก็มีหมิ่นประมาทอยู่แล้ว ตามที่เห็นกันอยู่


เมื่อถามว่า การที่บอกว่านายณัฐพงษ์ ได้กล่าวอ้างถึงระบอบสีน้ำเงิน โดยที่ไม่มีความชัดเจนนั้น นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า

 

สีน้ำเงินสำหรับวุฒิสภา ตนยืนยันมาโดยตลอดว่า สีน้ำเงินคือธงไตรรงค์ คือสีธงชาติ เพราะฉะนั้น สมาชิกวุฒิสภามาเพื่อปกป้อง และทำอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญที่เรามีหน้าที่ และการดำรงไว้ซึ่งระบอบของพระมหากษัตริย์

 

ส่วนวุฒิสภาได้มีการหารือถึงผลการตัดสินใจ ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่งจะทราบว่า มีพรรคภูมิใจไทยที่ยื่นมาในสภาฯ แค่พรรคเดียว ตนจึงยังไม่สามารถตอบได้ในวันนี้ ว่าจะเป็นอย่างไร


เมื่อถามย้ำว่า ในแถลงของนายณัฐพงษ์ นั้นยังอ้างว่า การเปิดประตูบานแรกในการปิดระบอบสีน้ำเงิน ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนต้องย้อนถามนายณัฐพงษ์ ว่า มีเจตนาที่อยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่ เพราะเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ก็เขียนชัดเจนอยู่แล้วว่า จะต้องใช้เสียงของสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 3 แต่ทุกครั้งก็โจมตีสมาชิกวุฒิสภามาโดยตลอด ตนไม่ทราบว่าสมาชิกคิดเห็นอย่างไร แต่การที่มาโจมตีแบบนี้นั้นมันถูกต้องหรือไม่ เพราะหากอยากแก้จริงๆ ก็ควรจะแถลงโดยที่ไม่มาใส่ร้ายป้ายสีสมาชิกวุฒิสภาเช่นนี้


เมื่อถามถึงกรณีที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.พรรคประชาชน ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า สว.ที่มาแถลงวันนี้ ก็เป็นหนึ่งในระบอบสีน้ำเงิน นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า วันนี้ที่มานั้น เกิน 50 คน ยืนยันไม่ได้อยู่ในเครือข่ายสีน้ำเงินตามที่ถูกกล่าวหา เราไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง หรือไปอยู่ภายใต้อาณัติของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นอิสระร้อยเปอร์เซ็นต์


ส่วนหากการตัดสินใจเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ สว. ที่มาวันนี้ ตรงกับพรรคภูมิใจไทย จะอธิบายอย่างไร นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า การตัดสินใจในเวลาโหวตมันไม่มีเงื่อนไขอื่นใดได้มากกว่า คำว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ตนคงตอบไม่ได้ว่าการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยของกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญใด จะไปอ้างอิงได้ว่า จะต้องไปขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง มันอยู่ที่วิจารณญาณและการตัดสินใจ และประโยชน์ของประชาชน


ส่วนเงื่อนไขในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคภูมิใจไทยยื่นมาเปิดช่องมาแล้ว จะให้ใช้เสียงของ สว. 1 ใน 3 ซึ่งยอมรับได้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับตนยืนยันต้อง 1 ใน 3 ยังเหมือนเดิม และในบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ จะไม่แตะต้อง รวมถึงพระราชอำนาจต่างๆ เพราะไม่ใช่มีแค่หมวด 1 และหมวด 2 เท่านั้น ยังมีอีกหลายมาตรา


เมื่อถามว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น สว. จะตอบอย่างไรต่อเสียงประชาชน ที่ลงประชามติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า วันนี้เรายังไม่ทราบว่า ร่างฉบับนี้จะแก้อะไรบ้าง เราขอพิจารณาหลังจากที่ทุกร่างฯ ยื่นเข้ามาแล้วดีกว่า


เมื่อถามถึง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ออกมาบอกว่า สมมุติว่าพรรคประชาชน เสนอร่างฯ มาซึ่งอาจจะมีเนื้อหาคล้ายกับร่างที่ สว. เคยเห็นชอบในวาระที่ 1 นั้น สว. พร้อมที่จะเห็นชอบให้เหมือนเดิมหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ร่างฯ ดังกล่าวได้ตกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเสนอเข้ามาใหม่ก็ต้องมาดูกันในวาระ 1 ก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องอนาคต ตนคงตอบไม่ได้ แต่จะไปอ้างอิงจากของเก่านั้น คงคิดว่าไม่สามารถอ้างอิงได้เช่นกัน เพราะถูกตีตกไปแล้วเช่นกัน อะไรก็ตามที่ทำแล้วประเทศชาติได้ประโยชน์ สมาชิกวุฒิสภาก็พร้อมที่จะสนับสนุนทุกประการ

 

เมื่อถามว่า หากอีกฝ่ายไม่ขอโทษ จะมีผลต่อการรับหรือไม่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เรายืนบนพื้นฐานผลประโยชน์ประชาชนเป็นสำคัญ

 

89 สว. ขีดเส้น 3 วัน จี้ “ณัฐพงษ์” ขอโทษ ปมแฉ “ระบอบสีน้ำเงิน”

 

"ณัฐพงษ์" ไม่รับปากขอโทษ ส.ว. ปมกล่าวหาระบอบสีน้ำเงิน บอกขอดูรายละเอียดการแถลงก่อน ยันไม่ได้บ่อนทำลายวุฒิสภา แค่มีเจตนาให้รัฐสภายึดโยง ปชช.

 

ด้าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุกรณีที่ สว.รวมตัวกันแถลงตอบโต้หลังถูกกล่าวหาว่า เป็นระบบสีน้ำเงิน และมีการกำหนดไทม์ไลน์ให้ขอโทษภายใน 3 วัน ว่า เนื่องจากมีการแถลงข่าวที่ซับซ้อนกัน ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียด ขอดูรายละเอียดก่อน ซึ่งตนไม่ติดขัดที่จะแถลง แต่อยากให้ดูคนที่ออกมาแถลงว่า มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับการคัดเลือก สว. ในรอบสุดท้ายว่า มีการสวมสีเสื้อหรือนั่งรถมาอย่างไร หากลองตรวจสอบรายชื่อก็จะเข้าใจวัตถุประสงค์ และเจตนาถึงการออกมาแถลง

 

ส่วนตัวตนยืนยันว่า พวกเราต้องการทำให้รัฐสภายึดโยงกับประชาชนมากที่สุด การโพสต์ไม่ได้ระบุตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เราตั้งข้อสังเกตเหมือนที่สังคมสงสัยเลย ยืนยันว่ามีเจตนาบริสุทธิ์เพื่อให้รัฐสภายึดโยงกับประชาชนมากที่สุด และอยากเรียกร้อง สว. ว่า หากเห็นว่าการคัดเลือกวุฒิสภามีปัญหาที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน หน้าที่ของเราคือต้องเข้าไปแก้ที่ระบบ คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราได้ประกาศหลักการสำคัญไปแล้ว 3 ประการ อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยึดโยงกับประชาชน ไม่เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับ สว. กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงอยากเชิญชวน สว. ให้เห็นด้วยกับ 3 หลักการของพรรคประชาชน 

 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

เมื่อถามว่า สว. ยืนยันที่จะคงหลักการเสียง สว. 1 ใน 3 นั้น หากในร่างพรรคประชาชนไม่ปรับแก้ อาจจะมีการคว่ำร่างได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคการเมืองหรือวุฒิสภา มีสิทธิที่จะเสนอร่างหรือกระบวนการ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของตนเอง แต่วิธีการที่จะได้มาซึ่งวิธีการสุดท้าย จะมีกระบวนการแบบไหนต้องผ่านรัฐสภาในวาระที่ 1 และไปแก้ไขชั้นกรรมาธิการ วาระ 2 ที่จะได้ทุกร่างมาถกเถียงกัน หากทุกคนเห็นชอบตรงกันในชั้นกรรมาธิการ ก็อยากให้ สว. ยอมรับ นี่จึงจะเป็นการแสดงความจริงใจว่า สว. ทุกคนไม่ปิดกั้น แต่เปิดกว้าง และไม่ได้ต้องการรักษาอำนาจ หรือสิทธิพิเศษของตนเองให้คงอยู่ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


เมื่อถามว่า พรรคประชาชนประเมินข้อดีข้อเสีย ในการออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพราะการผ่านความเห็นชอบในมาตรา 256 ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 แต่ในแถลงการณ์ของพรรคประชาชน สว. มองว่าเป็นการบ่อนทำลาย จะได้เสียง สว. สนับสนุนหรือไม่

 

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่ายืนยันว่า ไม่ได้บ่อนทำลายวุฒิสภา ซึ่งหลักการ 3 ข้อของพรรคประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่บอกว่า ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. เพราะกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่กระบวนการแก้ไขฉบับเดิม ทั้งนี้ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรให้สิทธิรัฐสภาทุกภาคส่วนเท่าเทียมกัน เราไม่ได้ไปตัดอำนาจในส่วนนี้ การที่ตนสื่อสารเรื่องระบอบสีน้ำเงิน ก็พยายามสื่อสารให้ประชาชนและสังคมเห็นว่า ระบอบการเมืองที่ผูกขาดที่สังคม และตนตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย กำลังมีอำนาจรัฐในฝ่ายบริหาร และกลุ่มก้อนการเมืองนี้มีอำนาจเหนือวุฒิสภาหรือไม่

 

เพราะวุฒิสภาก็เลือกองค์กรอิสระมา ภายใต้การผูกขาดเช่นนี้ ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลในประเทศนี้ล้มเหลว ประเทศขาดความโปร่งใส ดัชนีชี้วัดการทุจริตคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นทุกปี กลายเป็นว่าดัชนีการทุจริต เติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประชาชนและผู้ประกอบการ หาก สว. เห็นด้วยกับการยกระดับการตรวจสอบถ่วงดุล ก็ควรที่จะเปิดกว้างเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้ประชาชนเชื่อมั่น เชื่อถือมากที่สุดว่า สว. ไม่ได้เข้ามาขัดขวางกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ


เมื่อถามต่อว่า มีคำถามย้อนกลับมาที่พรรคประชาชนว่า การกล่าวหาเรื่องระบอบสีน้ำเงิน ส่วนหนึ่งมาจากเอ็มโอเอ และการยกมือของพรรคประชาชนในวันนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งแรกตนต้องยอมรับว่า สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน อาจจะเกิดขึ้นจากการตัดสินทางการเมือง ของพรรคประชาชนที่ผ่านมา แต่ตนอยากเน้นย้ำว่า สิ่งที่ประเทศไทยกำลังล้มเหลวคือ ความอ่อนแอจากภายในจากการทุจริตคอร์รัปชัน ที่กัดกินประเทศนี้อยู่ การตรวจสอบถ่วงดุลที่ล้มเหลว หนีไม่พ้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบลงโทษนักการเมืองที่ทุจริต อย่างตรงไปตรงมา หรือจับเข้าคุกแบบที่เราเห็นในเกาหลีใต้


หรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ลงโทษกัดกินงบประมาณแผ่นดิน ที่ทำให้ตึกทั้งตึกถล่มลงมา หรือแม้กระทั่งถนนในประเทศยังเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้ประชาชนขาดคุณภาพชีวิตที่ดี อยากทำให้ไทยมีความเข้มแข็งจากภายใน การปราบปรามทุจริตมีความเข้มข้น และการสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลเป็นสิ่งจำเป็น หนีไม่พ้นการแก้ไขและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น เช่น ในอดีตรัฐธรรมนูญปี 2540 ประชาชนเคยเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระที่ไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

 

“ผมจึงเห็นว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นสิ่งสำคัญ ที่เราจะยกระดับอำนาจของประชาชน และประเทศมีความโปร่งใสมากขึ้น จึงเป็นที่มาที่ในอดีตการที่เราตัดสินใจเช่นนั้น เพราะเราเห็นต้นตอจริงๆ ว่า กติกาสูงสุดของประเทศมีปัญหา ยอมรับว่า การตัดสินใจที่ผ่านมา ส่งผลถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน แต่อยากเชิญชวนทุกคนมองไปข้างหน้า ตอนนี้สถานการณ์การเมืองไทยเป็นแบบนี้ เราอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ที่กำลังกัดกินประเทศอยู่ กินรวบอำนาจทั้งการเมือง และเศรษฐกิจในปัจจุบัน หน้าที่ของพรรคประชาชนเรายืนในจุดเดิม และพร้อมจะรณรงค์สื่อสารกับประชาชนทั้งประเทศว่า ทางออกของประเทศนี้คื อการทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด” นายณัฐพงษ์ กล่าว

 

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับข้อกล่าวหาที่บอกว่า พรรคประชาชนคือส่วนหนึ่งทำให้เกิดระบอบสีน้ำเงิน นายณัฐพงษ์ กล่าวย้ำว่า ยอมรับว่า การตัดสินใจในอดีตทำให้เกิดสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่ตนมองว่าระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย ตนไม่ได้ปฏิเสธว่า การตัดสินใจของพวกเราในอดีต นำมาซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่เชื่อว่าภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ว่าพรรคการเมืองใดที่เข้ามาบริหารประเทศก็ตาม ตราบใดที่เรายังมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และองค์กรอิสระที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน จะมีอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรงค อยทุบทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาชนเสมอ

 

จริงๆ แล้วพรรคภูมิใจไทยอาจจะเป็นด่านหน้า เป็นเอเจนต์คนหนึ่งที่อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินตรงนี้ แต่หากจะหาทางออกให้ประเทศจริงๆ ก็ต้องเอาหลังพิงประชาชน กลับไปเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบและให้การยอมรับ

 

ต่อข้อถามว่า ที่บอกว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเจนต์นั้น พอจะระบุได้หรือไม่ว่า องค์ประกอบของระบอบสีน้ำเงินมีอะไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนอยากให้ทุกคนช่วยกันวิเคราะห์และคิดตามว่า ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินมีส่วนประกอบอะไรบ้าง อย่างที่ตนเคยบอกไปแล้วว่า เคยตั้งคำถามกับ สว. บางส่วน ที่มาขององค์กรอิสระบางส่วน อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่งหรือไม่ หากทุกคนเห็นภาพตรงกันก็จะรู้ว่า ทางออกของประเทศที่ควรจะแก้ไขเป็นอย่างไร


เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยเปิดไทม์ไลน์แก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว ถือว่าแสดงความจริงใจแล้วหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำให้เสร็จเร็วไม่ใช่ทางออก แต่การได้ร่างที่ดีและยึดโยงกับประชาชนคือทางออก พรรคประชาชนไม่ได้ต้องการชะลอหรือเตะถ่วง แต่สิ่งที่เราคิดว่าสำคัญคือ กระบวนการจัดทำโดยยึด 3 หลักการที่เราเคยพูดไว้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดที่ประชาชนอยากมองเห็น ซึ่งพรรคประชาชนอาจจะมีหลายทางเลือก และยอมรับว่าเท่าที่รับทราบจาก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน มีการติดต่อมาทั้งจากฝั่งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ในการขอเสียงสนับสนุนเนื่องจากเสียงไม่พอ ซึ่งยืนยันว่า เราพร้อมสนับสนุนทุกร่างที่ไม่ขัดต่อหลักการของพรรคประชาชน 


นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน