ประการที่สาม การยกเลิกโทษอาญาสอดคล้องกับหลักอาชญาวิทยาที่ว่า ความผิดเรื่องเช็คเด้งตรงกับคำในอาชญาวิทยาว่า mala prohibita คือ “เป็นความผิดเพราะกฎหมายห้ามและกำหนดโทษไว้” ไม่ใช่ความผิดประเภท mala in se ซึ่งหมายถึง “ความผิดที่เป็นสิ่งชั่วร้ายในตัวเองหรืออาชญากรรมโดยแท้” และ พ.ร.บ. ความผิดว่าด้วยการใช้เช็คเดิมก็ไม่ได้แยกแยะชัดเจน ระหว่างผู้จนมุมทางธุรกิจกับผู้ทุจริตหรือโกง ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่สุจริตแต่ขาดสภาพคล่องชั่วคราว ต้องกลายสภาพเป็นอาชญากรและต้องติดคุก ซึ่งขัดกับหลักความยุติธรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
ทั้งนี้ หากผู้สั่งจ่ายเช็คมีพฤติกรรมตั้งใจหลอกลวง หรือมีเจตนาทุจริตฉ้อโกงมาตั้งแต่แรก สามารถเข้าข่ายความผิดอาญาฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญาได้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากฎหมายเช็คฉบับนี้
ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดบทเฉพาะกาลไว้ (มาตรา 6) โดยให้กรมราชทัณฑ์มีอำนาจปล่อยตัวผู้ต้องคำพิพากษาที่จำคุกในความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คโดยเร็วและทันที ภายในวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ โดยไม่ต้องรอหมายปล่อยจากศาล และแจ้งให้ศาลทราบ รวมถึงให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างการคุมประพฤติหรือการพักการลงโทษ พ้นจากการคุมประพฤติหรือการพักการลงโทษโดยทันทีตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ
ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ผู้ต้องขังในเรือนจำทั้งประเทศ จำนวน 327,478 ราย เป็นผู้ต้องขังตามคดีเช็ค 555 ราย ซึ่งถือเป็นบทบัญญัติที่เป็นธรรมและมีมนุษยธรรมอย่างแท้จริง