เนชั่นทีวี

ข่าว

“ทวี สอดส่อง” เผยสภาไฟเขียวยกเลิกโทษอาญา ปลดล็อกคดีเช็คเด้ง ล้างคุกคืนอิสรภาพ

21 พ.ค. 2569 | titayu_pur

“ทวี สอดส่อง” เผยสภาไฟเขียวยกเลิกโทษอาญา ปลดล็อกคดีเช็คเด้ง ล้างคุกคืนอิสรภาพ

“ทวี สอดส่อง” เผยสภาฯ รับหลักการยกเลิกโทษอาญาคดีเช็คเด้ง ชี้ขัดรัฐธรรมนูญและหลักสากล ปลดล็อกผู้ประกอบการสุจริตขาดสภาพคล่อง จ่อปล่อยตัวนักโทษทันทีหลังกฎหมายบังคับใช้

21 พฤษภาคม 2569 ก้าวสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยเมื่อสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกกฎหมาย เช็คเด้ง หวังยุติการใช้โทษทางอาญาในการทวงหนี้ทางแพ่ง ซึ่งขัดต่อหลักสากล นำไปสู่การล้างมลทินให้ผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่อง พร้อมเตรียม ปล่อยตัวนักโทษ คดีเช็คทันทีนับแสนราย ถือเป็นการปิดฉากยุค คุกทวงหนี้ และขับเคลื่อน ยกเลิกโทษอาญาคดีเช็ค ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน


โดย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊กถึงเรื่องดังกล่าว ระบุว่า 

 

ปิดฉาก “คุกทวงหนี้” สภาฯ รับหลักการยกเลิกโทษอาญาคดีเช็คเด้ง

 

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมพิจารณา และมีมติรับร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 พ.ศ. ... วาระที่ 1 ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งเป็นกฎหมายค้างการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว


เมื่อมีการยุบสภา รัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ยืนยันตามกำหนด และรัฐสภาได้เห็นชอบ


ส่วนตัวในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เสนอการพิจารณายกเลิกกฎหมายฉบับดังกล่าวเข้าที่ ครม. และรัฐบาลได้เสนอสภาผู้แทนราษฎรที่กล่าวมาแล้ว เห็นว่าเป็นการสร้างระบบนิติธรรมที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หลักสากล และสอดคล้องกับความจริงทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

 

“ทวี สอดส่อง” เผยสภาไฟเขียวยกเลิกโทษอาญา ปลดล็อกคดีเช็คเด้ง ล้างคุกคืนอิสรภาพ

 

ประการแรก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุด คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 กำหนดให้เป็นโทษทางอาญา สำหรับผู้ซึ่งไม่สามารถชำระเงินตามเช็คได้ อันเป็นการนำโทษทางอาญา มาใช้บังคับกับการผิดนัดทางแพ่ง ซึ่งพฤติการณ์นี้ไม่สอดคล้องกับมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดให้พึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรงเท่านั้น และไม่สอดคล้องกับข้อ 11 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งกำหนดชัดเจนว่า บุคคลไม่ควรถูกจำคุกเพียงเพราะไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาได้  สมควรยกเลิกกฎหมายว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรับผิดทางอาญาโดยไม่สมควรอีก


ประการที่สอง การใช้เช็คทวงหนี้ขัดกับ พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 13 ซึ่งกำหนดว่า

 

“ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมดังต่อไปนี้ (2) การเสนอหรือจูงใจให้ลูกหนี้ออกเช็คทั้งที่รู้อยู่ว่าลูกหนี้อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถชําระหนี้ได้”

 

ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว ต้องระวางโทษตามมาตรา 39 คือ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในเมื่อกฎหมายทวงถามหนี้ลงโทษเจ้าหนี้ ที่ใช้เช็คเป็นเครื่องมืออย่างไม่เป็นธรรมแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องเก็บพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ไว้

ประการที่สาม การยกเลิกโทษอาญาสอดคล้องกับหลักอาชญาวิทยาที่ว่า ความผิดเรื่องเช็คเด้งตรงกับคำในอาชญาวิทยาว่า mala prohibita คือ “เป็นความผิดเพราะกฎหมายห้ามและกำหนดโทษไว้” ไม่ใช่ความผิดประเภท mala in se ซึ่งหมายถึง “ความผิดที่เป็นสิ่งชั่วร้ายในตัวเองหรืออาชญากรรมโดยแท้” และ พ.ร.บ. ความผิดว่าด้วยการใช้เช็คเดิมก็ไม่ได้แยกแยะชัดเจน ระหว่างผู้จนมุมทางธุรกิจกับผู้ทุจริตหรือโกง ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่สุจริตแต่ขาดสภาพคล่องชั่วคราว ต้องกลายสภาพเป็นอาชญากรและต้องติดคุก ซึ่งขัดกับหลักความยุติธรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
 

ทั้งนี้ หากผู้สั่งจ่ายเช็คมีพฤติกรรมตั้งใจหลอกลวง หรือมีเจตนาทุจริตฉ้อโกงมาตั้งแต่แรก สามารถเข้าข่ายความผิดอาญาฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญาได้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากฎหมายเช็คฉบับนี้

 

ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดบทเฉพาะกาลไว้ (มาตรา 6) โดยให้กรมราชทัณฑ์มีอำนาจปล่อยตัวผู้ต้องคำพิพากษาที่จำคุกในความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คโดยเร็วและทันที ภายในวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ โดยไม่ต้องรอหมายปล่อยจากศาล และแจ้งให้ศาลทราบ รวมถึงให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างการคุมประพฤติหรือการพักการลงโทษ พ้นจากการคุมประพฤติหรือการพักการลงโทษโดยทันทีตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ

 

ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ผู้ต้องขังในเรือนจำทั้งประเทศ จำนวน 327,478 ราย เป็นผู้ต้องขังตามคดีเช็ค 555 ราย ซึ่งถือเป็นบทบัญญัติที่เป็นธรรมและมีมนุษยธรรมอย่างแท้จริง