“พริษฐ์” รับหลักฐานใหม่ จาก “ทนายอั๋น” คดีศักดิ์สยาม จี้สอบ ป.ป.ช.
12 พ.ค. 2569

“พริษฐ์” รับหลักฐานใหม่จาก “ทนายอั๋น” คดี “ศักดิ์สยาม” เตรียมยื่นประธานสภาฯ ส่งศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระ ปม ป.ป.ช.ยกคำร้องไม่สมเหตุผล
ข่าว
12 พ.ค. 2569

“พริษฐ์” รับหลักฐานใหม่จาก “ทนายอั๋น” คดี “ศักดิ์สยาม” เตรียมยื่นประธานสภาฯ ส่งศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระ ปม ป.ป.ช.ยกคำร้องไม่สมเหตุผล
12 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนวิปฝ่ายค้าน รับยื่นหลักฐานเพิ่มเติมในคดี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมปกปิดบัญชีทรัพย์สิน (ซุกหุ้น) จากนายภัทรพงศ์ ศุภักษร (ทนายอั๋น) นักเคลื่อนไหวทางการเมือง
โดยนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ตนมีพยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะชี้ให้เห็นว่า คำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ในคดี นายศักดิ์สยาม ไม่สอดคล้องด้วยข้อเท็จจริง ซึ่งพยานหลักฐานสำคัญชิ้นใหม่ คือ การรวบรวมคำเบิกความของอดีตรัฐมนตรี และนาย ศ. ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้วว่าเป็นนอมินี รวมถึงเส้นทางการเงิน ที่ 2 คนนี้ใช้โอนไปมาซึ่งกันและกัน ซึ่งหลักฐานชิ้นสำคัญนี้ จะช่วยทางวิปฝ่ายค้านทำหนังสือคำร้องส่งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรได้สะดวกและง่ายขึ้น โดยหลังจากนี้ตนจะรวบรวมรายชื่อภาคประชาชน แนบไปกับคำร้องของทางวิปฝ่ายค้าน
"หวังว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะไม่วินิจฉัยเกินขอบอำนาจของตัวเอง ในฐานะภาคส่วนประชาชนเรียกร้องให้มีคณะไต่สวนอิสระมาวินิจฉัยดูว่า พฤติการณ์การทำสำนวนของ ป.ป.ช. ในคดีของนายศักดิ์สยาม หวังว่าหลักฐานที่ส่งมอบวันนี้จะเป็นเครื่องมือ กลไกสำคัญในการทวงคืนความยุติธรรมให้กับสังคมนี้" นายภัทรพงศ์กล่าว
ด้าน นายพริษฐ์ กล่าวว่า หลักฐานเพิ่มเติมชิ้นนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อพรรคร่วมฝ่ายค้านในการจัดทำคำร้องไปที่ประธานสภาเพื่อเสนอให้ศาลฎีกา ตั้งคณะไต่สวนอิสระ เพื่อไต่สวน ป.ป.ช. ที่มีการยกคำร้อง นายศักดิ์สยาม พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน รวบรวมรายชื่อครบถ้วนเกิน 140 รายชื่อ ที่จะต้องยื่นคำร้องได้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้หากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องการที่จะรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นคำร้องดังกล่าวเข้ามาด้วย ตามที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ก็จะเป็นการเสริมพลังของกันและกัน ไม่ว่าภาคประชาชนจะตัดสินใจ ดำเนินการหรือไม่อย่างไร แต่ สส. ทางซีกฝ่ายค้านจะดำเนินการอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำคำร้องเบื้องต้นจะแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่หลักๆ คือ 1.การตั้งข้อสังเกต จากข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ปรากฏในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นการโอนหุ้นเส้นทางทางการเงินต่างๆเราตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใด ป.ป.ช.ถึงไม่นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณาหรือหากนำมาพิจารณา เป็นเพราะเหตุใดถึงไม่มีข้อสรุปว่า นายศักดิ์สยาม นั้นมีเจตนายื่นทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือซุกหุ้น คล้ายกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยสรุปจากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงวินิจฉัยให้ นายศักดิ์สยาม นั้นพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี
2.ตั้งข้อสังเกตว่า จากคำร้องที่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.พรรคประชาชน และสส.หลายคน ได้ยื่นไปที่ ป.ป.ช. เราจะตรวจสอบว่า ป.ป.ช.นั้น ได้มีการดำเนินการพิจารณาและตรวจสอบทุกข้อกล่าวหาครบถ้วนตามคำร้องหรือไม่ หรือมีบางข้อกล่าวหาที่อยู่ในคำร้อง แต่ ป.ป.ช.นั้นยังไม่นำไปพิจารณา ตรวจสอบ และตกหล่น
3.ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการในการดำเนินการของ ป.ป.ช.ตั้งแต่การรับคำร้องไปถึงการดำเนินการตรวจสอบหรือไต่สวน ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบของ ป.ป.ช.หรือไม่ เพราะในฐานะที่ นายปกรณ์วุฒิ เป็นผู้ร้องนายปกรณ์วุฒิ ก็ไม่เคยได้รับการสื่อสารติดต่อกลับมาจาก ป.ป.ช.เลย ได้ข้อเท็จจริงพร้อมกับประชาชน ว่ามีการยกคำร้องไปแล้ว ซึ่งเป็นอะไรที่ผิดวิสัย
นายพริษฐ์ ยังกล่าวด้วยว่า ตั้งใจที่อยากจะให้คำร้องเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม แต่ตัวแปรสำคัญในขณะนี้ คือ รอเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีจาก ป.ป.ช.อยู่ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของ ป.ป.ช. คำชี้แจง หากมี นายศักดิ์สยาม และความเห็นของ ป.ป.ช. ก่อนที่จะมีมติยกคำร้อง ซึ่งนายปกรณ์วุฒิ ในฐานะผู้ร้องได้เดินทางไปที่ ป.ป.ช.ด้วยตัวเอง เพื่อขอเอกสารดังกล่าว ก็รออยู่ว่าป.ป.ช.จะมีการส่งเอกสารดังกล่าวมาให้หรือไม่ หากมีการส่งเข้ามา ก็จะมีประเด็นข้อมูลเพิ่มเติมที่จะนำมาใช้ประกอบคำร้อง แต่ทั้งนี้ความพยายามที่จะยื่นคำร้องให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม
นอกจากนี้ ตนยังมีข้อสังเกตใหม่ ที่อยากฝากคำถามไปถึงป.ป.ช.และ ชวนประชาชนคิดตาม คือ ก่อนที่ ป.ป.ช.จะมีการยกคำร้องนายศักดิ์สยาม เรื่องการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช.ได้มีการทำการไต่สวนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้หรือไม่ ตนมีข้อสงสัยว่า ป.ป.ช.อาจจะไม่ได้ดำเนินการไต่สวนเลย เพราะใน พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 51 เขียนไว้ชัดว่า เมื่อมีการไต่สวนเรื่องใดที่เป็นเรื่องสำคัญมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง หรือเป็นกรณีมีการไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทาง ป.ป.ช.นั้นจะต้องดำเนินการไต่สวนเองหรือแต่งตั้งคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 2 คนและบุคคลอื่น เป็นคณะกรรมการไต่สวนก็ได้ แต่ที่ผ่านมาตนไม่เห็นปรากฏรายละเอียดว่าทางคณะกรรมการป.ป.ช.ได้มีการดำเนินการไต่สวนเอง หรือมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมา
และเมื่อไปดูคำแถลงการณ์ของ ป.ป.ช. ก็ไม่ปรากฏรายละเอียดหรือคำว่าไต่สวนแม้แต่คำเดียว จึงมีข้อสันนิษฐาน ว่า ป.ป.ช.มีการไต่สวนคดีนี้หรือไม่ หากไม่มีการไต่สวน ตนคิดว่า ป.ป.ช.น่าจะใช้ช่องมาตรา 49 เพื่อปัดตกข้อกล่าวหาจากเพียงการตรวจสอบเบื้องต้น ซึ่งในมาตรา 49 วรรค 1 ระบุไว้ว่าหาก ป.ป.ช.ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีคำสั่งไม่รับเรื่องไว้พิจารณา ถ้าเป็นกรณีที่มีคำกล่าวหาให้ทำหนังสือแจ้งให้ผู้กล่าวหาทราบ ซึ่งในกรณีนี้ คือ นายปกรณ์วุฒิ แต่ นายปกรณ์วุฒิ ไม่เคยได้รับการสื่อสารจาก ป.ป.ช.เลย นี่เป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของความผิดปกติที่เราค้นพบ และเป็นหนึ่งในข้อสังเกตที่จะใส่เข้าไปในคำร้องด้วย
นายพริษฐ์ ยังกล่าวด้วยว่า การจัดทำคำร้องเราต้องทำให้ครอบคลุมมากที่สุด เพราะเมื่อยื่นไปแล้วเรื่องจะไม่ไปถึงศาลฎีกา ทันที ประธานสภาฯจะต้องใช้ดุลพินิจตัดสินใจว่า มีเหตุอันควรสงสัยให้ส่งต่อไปหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่พรรคฝ่ายค้านเคยใช้ช่องทางนี้ ตรวจสอบ ป.ป.ช.มาก่อน แต่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในขณะนั้น ได้ใช้ช่องทางนี้ในการปัดตกคำร้อง จึงหวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย ดังนั้นจึงจะทำคำร้องให้รอบด้านครบถ้วนมากที่สุด หวังว่าข้อเท็จจริงเหล่านั้นจะเพียงพอให้ประธานโสภณ ซารัมย์ มีเหตุอันควรสงสัย ส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกา เพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระ
ทั้งนี้ การที่ ป.ป.ช.เอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาพิจารณาแล้ว และมีผลลัพธ์ออกมาว่าไม่มีเจตนาจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน เรามองว่าไม่เห็นด้วยกับผลลัพธ์เช่นนี้ ดังนั้นไม่ว่าการตรวจสอบของ ป.ป.ช.เรื่องจริยธรรมจะเดินหน้าต่อหรือไม่อย่างไร เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ส่วนที่ดำเนินการไปแล้ว และ ป.ป.ช.มีแถลงการณ์ออกมาแล้วว่า มีมติยกคำร้องกรณีการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน เรามองว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนคำร้องที่เรากำลังร่างอยู่นี้ไม่เกี่ยวกับจริยธรรมมันเป็นคนละส่วนกัน
ส่วน ป.ป.ช.จะทบทวนคำร้อง นายศักดิ์สยาม ในคดีซุกหุ้นหรือไม่นั้น เป็นอำนาจหน้าที่ อยู่แล้ว แต่ในฝั่งของผู้แทนราษฎร เมื่อเห็นป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กลไกเดียวในการตรวจสอบคือการใช้ช่องรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ที่กำลังดำเนินการอยู่
"สุดท้ายข้อมูลทั้งหมดที่ เรารวบรวมไม่ว่าจากพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคร่วมฝ่ายค้านก็พยายามชี้ให้เห็นว่าการยกคำร้องเป็นมติที่ เรามองว่าไม่สมเหตุสมผล หากข้อเท็จจริงเหล่านั้นปรากฏต่อป.ป.ช.แล้ว ป.ป.ช.จะดำเนินการในการทบทวน ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในขอบเขตอำนาจที่ป.ป.ช.จะดำเนินการได้อยู่แล้ว แต่หาก ป.ป.ช.ไม่มีการขยับอย่างใด หรือมีการขยับ เราก็มองว่าความผิดในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ก็จะยื่นคำร้องตามมาตรา 236 ต่อไป" นายพริษฐ์ กล่าว
ข่าวล่าสุด