“ภราดร” ย้ำรัฐบาลจำเป็นเร่งกู้เงินเยียวยา ปชช.หวั่น ศก.ชะงัก
07 พ.ค. 2569

“ภราดร” ย้ำรัฐบาลจำเป็นเร่งกู้เงินเยียวยา ปชช.หวั่นภาวะ ศก.ชะงัก – แจงเหตุงบฯ 200,000 ล้านเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ตราเป็น พ.ร.บ.ไม่ทัน
ข่าว
07 พ.ค. 2569

“ภราดร” ย้ำรัฐบาลจำเป็นเร่งกู้เงินเยียวยา ปชช.หวั่นภาวะ ศก.ชะงัก – แจงเหตุงบฯ 200,000 ล้านเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ตราเป็น พ.ร.บ.ไม่ทัน
ายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้ถามสดของนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถึงการอนุมัติพระราชกำหนดเงินกู้ 400,000 ล้านบาทของรัฐบาล ที่แบ่ง 200,000 ล้านบาทมาเยียวยาประชาชน ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดจะใช้ในโครงการไทยช่วยไทย และเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 170,000 ล้านหรือในช่วง 4 เดือนแรกเท่านั้น ดังนั้น รัฐบาลมีแผนการใช้งบประมาณอย่างไร โดยยืนยันว่า รัฐบาลมีความจำเป็นในการตราพระราชกำหนดเงินกู้จากวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบหลายระลอก ตั้งแต่ผลกระทบจากสงคราม ที่กระทบต่อวิกฤตน้ำมัน ราคาต้นทุนสินค้า และกลายเป็นภาระประชาชน ที่กำลังซื้อหดตัวลง จึงจำเป็นต้องมีการกู้เงิน ซึ่งแผนการใช้งบประมาณ 400,000 ล้านบาทนั้น รัฐบาลแบ่งเป็น 200,000 ล้านบาท ในการเยียวยาประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทย 30 ล้านสิทธิ์ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน รวมเงินประมาณ 170,000 ล้าน ซึ่งคาดการว่า ในการใช้ทุ่มงบประมาณดังกล่าว เป็นเพราะสถานการณ์มีความยืดเยื้ออาจถึงกลางปี หรือปลายปี ดังนั้น ถือเป็นช่วง 4 เดือนที่ประชาชน ตกอยู่ในความยากลำบากของสงคราม หากไม่มีการเยียวยาก็จะเกิดสภาวะข้าวยาก หมากแพง ประชาชนไม่มีเงินในการจับจ่าย หรือเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อ หรือ Stagflation จึงต้องมีการเยียวยาเร่งด่วน พร้อมมั่นใจว่า ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์รวม 43.2 คน ก็ครอบคลุมการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น
ส่วนสาเหตุที่ต้องตราพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท แทนการตราพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 นั้น นายภราดร ชี้แจงว่า งบประมาณปี 2569 ในส่วนงบกลางฉุกเฉิน รัฐบาลเหลืองบประมาณราว 20,000 ล้าน ซึ่งไม่สามารถเยียวยาได้อย่างถ้วนหน้า และการตราพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ เดิมรัฐบาลคาดว่า จะสามารถโอนงบประมาณจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้ถึง 80,000-90,000 ล้านบาท แต่เมื่อสำรวจแล้ว พบว่า จะโอนได้เพียง 20,000-30,000 ล้านบาท เมื่อรวมงบกลางแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอ จึงต้องอนุมัติพระราชกำหนดเงินกู้
นายภราดร ยังชี้แจงกรณีที่นางสาวศิริกัญญา ตั้งข้อสังเกตต่อเงินกู้อีก 200,000 ล้านบาท ในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทั้งการลดการใช้พลังงานฟอสซิส การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และการพัฒนานวัตกรรมเพื่อรองรับโครงสร้างพลังงานใหม่ ซึ่งอาจเป็นการยัดไส้ และยังไม่มีแผนดำเนินการ รวมถึงยังไม่ได้เป็นความเร่งด่วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดแต่อย่างใดว่า ความเร่งด่วนหรือไม่ อยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้บริหารประเทศว่า มองวิกฤตพลังงานในอนาคตแบบใด และเร่งด่วนหรือไม่ แต่ประชาชนได้รับผลกระทบแน่นอน รวมถึงค่าไฟที่แพงก็มาจากพลังงานฟอสซิล จึงทำให้ค่าไฟแพง และตนยังเชื่อว่า หลังจากนี้พระราชกำหนดเงินกู้ ได้รับอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎร ก็จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาโครงการต่าง ๆ และยังมีจุดบอด ที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลมากที่สุดในลำดับต้นของเอเชีย และในอนาคตยังไม่ทราบว่า จะเกิดวิกฤตลักษณะนี้อีกหรือไม่ จึงเป็นโอกาสประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่าน
ส่วนสาเหตุใดที่ไม่แบ่ง 200,000 ล้านบาท ในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทั้งการลดการใช้พลังงานฟอสซิส การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และการพัฒนานวัตกรรมเพื่อรองรับโครงสร้างพลังงานใหม่ มาตราเป็นพระราชบัญญัติการกู้เงินแทนการตราพระราชกำหนดนั้น นายภราดร ชี้แจงว่า แผนการให้หน่วยงานต่าง ๆ เสนอโครงการมาในงบประมาณปี 2570 นั้น ไม่ทัน เพราะ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ปิดรับการให้หน่วยงานเสนอคำของบประมาณแล้ว พร้อมยังยืนยันว่า การตราพระราชกำหนดเงินกู้ครั้งนี้ ภายในระยะเวลา 3-4 ปีนี้ เพดานหนี้สาธารณะของประเทศจะยังคงไม่เกิน 70%
นายภราดร ยังชี้แจงกรณีที่นางสาวศิริกัญญา มองเงินกู้จำนวน 200,000 ล้านบาท ในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ที่ยังไม่มีแผนงานใด ๆ เป็นการตีเช็คเปล่าว่า เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินไป เนื่องจาก รัฐบาลได้วางแผนอย่างรอบคอบในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมย้ำถึงว่า แผนการใช้เงินในการเยียวยาประชาชน 4 เดือนว่า หากไม่เยียวยาในช่วงระยะสั้น 4 เดือนแล้ว ไปเยียวยาในช่วงข้าวยากหมากแพง จะไม่ทันการณ์ ดังนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องยื่นมือช่วยประชาชน และการใช้งบประมาณในการเยียวยาปราะชาชน จะถึงมือประชาชนทุกบาท ทุกสตางค์แน่นอน
นายภราดร ยังชี้แจงกรณีที่นางสาวศิริกัญญา ทวงถามถึงแผนการใช้ชดใช้หนี้ของรัฐบาลว่า การกู้ในครั้งนี้ เป็นการกู้เงินในประมาณ มีดอกเบี้ย 1.43% และแผนการใช้หนี้นั้น ตามปกติ จะมีการตั้งเป็นงบประมาณในปีถัดไป เป็น 4% ของงบประมาณรายจ่าย ซึ่งแต่ละปี จะใช้เงินด้วย 150,000 ล้านบาท แยกจากดอกเบี้ย ซึ่งเป็นแผนการบริหารจัดการหนี้ปกติของรัฐบาลที่ดำเนินการมา
นายภราดร ยังย้ำว่า การกู้เงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาลครั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มีเหตุผล และจำเป็นเร่งด่วน และจะนำเงินทุกบาท ทุกสตางค์ ถึงมือประชาชนแน่นอน
ขณะที่ นางสาวศิริกัญญา ยังได้ฝากถึงรัฐบาลทิ้งท้ายว่า อย่านำการเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน และยัดไส้โครงการไม่เร่งด่วน เพื่อหวังผลอื่น และในอนาคต หากจะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ หรือเกิดปัญหาภายหลัง ก็ขออย่านำการเยียวยาประชาชนมาเป็นข้ออ้าง หรือตัวประกัน เพราะเป็นรัฐบาลเองที่จะต้องรับผิดชอบ เพราะไม่ยอมแยกเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นพระราชบัญญัติเงินกู้
ข่าวล่าสุด