"อนุทิน" ท้ายื่นศาล รธน. ตีความกู้ 4 แสนล้าน ลั่น "ไทยช่วยไทย" ถึงมือ ปชช.
07 พ.ค. 2569

"อนุทิน" ไม่หวั่นฝ่ายค้านร้องศาล รธน. ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ย้ำใช้เงินกู้สกุลบาทส่งตรงถึงมือประชาชนตามนโยบายที่ให้สัญญาไว้
ข่าว
07 พ.ค. 2569

"อนุทิน" ไม่หวั่นฝ่ายค้านร้องศาล รธน. ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ย้ำใช้เงินกู้สกุลบาทส่งตรงถึงมือประชาชนตามนโยบายที่ให้สัญญาไว้
7 พฤษภาคม 2569 เปิดศึกชิงพื้นที่เศรษฐกิจ เมื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทย ยืนกรานเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส พร้อมท้าฝ่ายค้านยื่นตรวจสอบ ศาลรัฐธรรมนูญ โดยมั่นใจว่าการโปรยเงินกู้สกุลบาทครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายและเพิ่ม สภาพคล่อง ของประเทศให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง การที่ฝ่ายค้านจะมีการล่ารายชื่อ ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ตนเป็นผู้ลงนาม เพื่อที่จะนำเรื่องขึ้นทูลเกล้า เพื่อให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยไปเรียบร้อยแล้ว
ส่วนหากมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จะทำให้การช่วยเหลือประชาชน และการทำงานของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสะดุดลงหรือไม่ เพราะจะต้องหยุดการพิจารณา 60 วัน ว่า เรื่องนี้ทุกคนพยายามช่วยกันแก้ไขปัญหา ที่จะลดความเดือดร้อนของประชาชน เพราะเรามาเป็นผู้แทนของประชาชน ก็จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ซึ่งในส่วนของพ.ร.ก.กู้เงิน ตนน่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 8 ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกู้เงินในลักษณะเช่นนี้มาโดยตลอด แม้คนที่จะไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญก็เคยกู้มาก่อน เป็นจำนวนเท่ากันด้วยซ้ำ ตอนนั้นเค้าใช้คำว่า “ไทยเข้มแข็ง” แต่ตนใช้คำว่า “ไทยช่วยไทย”
เมื่อถามย้ำว่า ในการกู้ครั้งนี้มีความแตกต่าง ทั้งรูปแบบใช้เงิน และรูปแบบการกู้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ครั้งนี้ตนใช้เงินกู้สกุลบาท ไม่มีการใช้สกุลเงินต่างประเทศ และเมื่อกู้ผ่านแล้วเงินทุกบาท ทุกสตางค์ จะไปถึงพี่น้องประชาชนโดยตรงไม่ผ่านโครงการ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอย และจะทำให้ระบบสภาพคล่องทางการเงินของประเทศไทยหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น ได้ประโยชน์มากขึ้น
พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ตนทำเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์มาก ซึ่งตนจะต้องดูแลกำกับการใช้จ่ายเงินให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะเมื่อถึงเวลาจำเป็น ที่เราคิดว่าจะดำเนินการ เพื่อให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปในทิศทางที่เราต้องการ ตามนโยบายที่เราได้แถลงไว้ ต่อรัฐสภา
ส่วนการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ จะทำให้โครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สะดุดลงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะรัฐบาล ทำสิ่งที่เคยให้สัญญาไว้ และดำเนินการตามนโยบายที่แถลงไว้ทุกประการ ด้วยเจตนารมณ์ที่สุจริต
ข่าวล่าสุด