เนชั่นทีวี

ข่าว

นพ.วรงค์ วอนเลิกบำนาญ สส.-สว.รับสิทธิทะลุฟ้า-รักษาประโยชน์ ปชช.

07 พ.ค. 2569

นพ.วรงค์ วอนเลิกบำนาญ สส.-สว.รับสิทธิทะลุฟ้า-รักษาประโยชน์ ปชช.

สภาฯ ตั้ง 8 คกก.กองทุนสมาชิกรัฐสภา – “หมอวรงค์” วอนยกเลิกบำนาญ สส.-สว.-รักษาประโยชน์ ปชช. - ชี้ส่งเบี้ยเดือนละ 3,500 บาท ได้สิทธิทะลุฟ้าส่งลูกเรียนอินเตอร์ได้

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา จำนวน 8 คน โดยแบ่งเป็นจาก สส. จำนวน 5 คน ประกอบด้วย นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย, นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, นายประยุทธ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม และผู้เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 3 คน ประกอบด้วย นายประเสริฐ บุญเรือง อดีต สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจ,  นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีต สส.นครปฐม พรรคประชาชน และนายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

ขณะที่ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้ฝากข้อสังเกตไปถึงคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าการที่ สส.เข้ามาทำหน้าที่ จากการเลือกตั้งของประชาชน ที่คาดหวังว่า จะเข้ามาเพื่อดูแลผลประโยชน์ให้กับประชาชน จึงไม่อยากให้ประชาชนวิจารณ์ สส.มากเกินไปว่า เข้ามาปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภามากเกินไป ซึ่งหากพิจารณาสัดส่วนของกรรมการ 21 คน มี สส.-สว.ถึง 17 คน ยังไม่รวมเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และเลขาธิการวุฒิสภา และที่เหลือเป็นคนนอกเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น จึงทำให้เกิดความห่วงใยว่า คณะกรรมการฯ ชุดนี้ มีความขัดแย้งเอื้อผลประโยชน์เอื้อผลประโยชน์ให้กับสมาชิกรัฐสภา เกินความจำเป็น

นายแพทย์วรงค์ ยังระบุว่า ทุกวันนี้สมาชิกรัฐสภา จ่ายเบี้ยเข้ากองทุนเพียงเดือนละ 3,500 บาท หากเมื่อเทียบกับสวัสดิการ ที่จะได้รับหลังจากพ้นจากตำแหน่งแล้ว หลัก ๆ มี 5 สิทธิประโยชน์ประกอบด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพ หรือ บำนาญที่ได้รับเป็นรายเดือนตลอดชีวิต, สิทธิในการรักษาพยาบาลปีละ 130,000 บาท ซึ่งในกรณีที่ไม่ได้เบิกค่ารักษาพยาบาล ก็สามารถใช้สิทธิ์นี้ในการเบิกค่าตรวจสุขภาพได้สูงสุดถึง 130,000 บาท ซึ่งส่วนตัวถือว่าเยอะมาก เมื่อเทียบกับเบี้ยประกันชีวิตของบริษัทเอกชน และสิทธิในการช่วยเหลือการศึกษาบุตรของอดีตสมาชิกรัฐสภา และสิทธินี้ยังครอบคลุมไปถึงการส่งบุตรเรียนโรงเรียนนานาชาติ ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมปลาย ซึ่งส่วนตัวมองว่า มาก เกินความจำเป็น และสิทธิกรณีการทุพพลภาพนั้น เป็นสิทธิที่เข้าใจได้ ที่ได้รับเงินสนับสนุนเดือนละ 15,000 บาท และสิทธิสุดท้ายเมื่อถึงแก่กรรม ครอบครัวและลูกจะได้ประมาณ 200,000 บาท

 

นายแพทย์วรงค์ ยังกล่าวถึงจุดที่ประชาชนคลานแคลงใจมากที่สุดว่า เป็นเรื่องเงินบำนาญของอดีตสมาชิกรัฐสภา ซึ่งหากเกิดการยุบสภา ประชาชนจะต้องเลี้ยงดูสมาชิกรัฐสภาจนตาย ซึ่งถือว่า สิทธินี้มากเกินความจำเป็น เมื่อรวมกับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ถือเป็นสิทธิที่ทะลุฟ้า ทะลุเพดานมากเกินไป ที่การเป็น สส. 1 ปี ประชาชนต้องเลี้ยงดูตลอดชีวิต ซึ่งประชาชนไม่สามารถรับได้ และในขณะนี้ มี สส. หลายคนลาออกไปเป็นรัฐมนตรี ก็ถือว่าเป็นอดีตสมาชิกรัฐสภา ก็จะได้รับประโยชน์นี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบประชาชนอย่างมาก หรือบางคนหากลาออกไปลงสมัครผู้ว่า กทม. หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่า กทม.ก็จะยังคงได้รับเงินบำนาญอดีตสมาชิกรัฐสภา คู่กับเงินเดือนของผู้ว่าฯ ด้วยเช่นกัน

 

นายแพทย์วรงค์ ยังฝากไปถึงคณะกรรมการชุดใหม่ ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ไม่เอาประโยชน์ หรือเงินของประชาชนมาเลี้ยงดูมากเกินความจำเป็น เพราะตอนนี้ภาคประชาชนเคลื่อนไหว และได้ยื่นหนังสือถึงตนเองให้ช่วยเป็นปากเป็นเสียงแล้ว ดังนั้น จึงอยากให้สภาเปลี่ยนแปลงให้ประชาชน มีความรู้สึกเชื่อถือ และศรัทธา ให้ประชาชนรู้สึกว่า สมาชิกรัฐสภาเข้ามาเพื่อปกป้องประโยชน์ของประชาชน 

 

นพ.วรงค์ วอนเลิกบำนาญ สส.-สว.รับสิทธิทะลุฟ้า-รักษาประโยชน์ ปชช.

ขณะเดียวกัน ในวันนี้ (7 พ.ค.) นายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน ยื่นหนังสือถึงนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดีขอให้เสนอสภาผู้แทนราษฎร ทบทวนสถานะ สิทธิประโยชน์ งบประมาณ ทั้งการขอให้ยกเลิกบำนาญ, ขอให้ยกเลิกเอกสิทธิ์คุ้มครอง และลดจำนวนผู้ช่วย ทั้ง สส. และ สว.จาก 8 คน เหลือ 3 คน เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ประชาชนของประชาชน ประเทศชาติ ซึ่งเห็นว่า สส.และ สว. เป็นตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่ข้าราชการประจำ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ปฏิบัติงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน การมีเงินบำนาญ หรือสิทธิประโยชน์หลังพ้นตำแหน่ง อาจสร้างความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรมในสายตาประชาชน โดยเฉพาะช่วงที่ประเทศ ยังมีภาระงบประมาณ และประชาชนจำนวนมากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ

นายอานนท์ ยังเห็นว่า การมีเอกสิทธิ์ปัจจุบัน สส. และ สว.หลายคน ก็ยังต้องคดีความ เช่น คดี ม.112 หรือคดีฟอกเงิน ดังนั้น การมีเอกสิทธิ์อาจถูกใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมายได้  


ส่วนเรื่องจำนวนผู้ช่วย สส. และ สว.นั้น นายอานนท์ เห็นว่า ควรทบทวนให้เหมาะสม กับภาระงบประมาณของประเทศ จากเดิมที่มีมีอยู่ 8 คนให้เหลือ 3 คน เพื่อความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ ที่สามารถประหยัดได้ และควรถูกนำไปใช้ในภารกิจที่จำเป็น เช่น เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพิ่มค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ทางการเมือง 

 

ขณะที่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า กรณีที่ขอให้ยกเลิกบำนาญทั้งของ สส. และ สว. รวมไปถึงการลดจำนวนผู้ช่วยของ สส. และ สว. เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกองทุนของอดีตผู้ดำรงตำแหน่ง สส. และ สว. ซึ่งไม่เพียงแต่ภาคประชาชนที่มายื่นเรื่องผ่านตนในวันนี้ แต่เชื่อว่า ประชาชนก็ไม่มีใครเห็นด้วย ที่จะต้องให้ประชาชนมาเลี้ยงดู ทั้ง สส. และ สว. เมื่อตนเองไม่ได้ดำรงตำแหน่งแล้วตลอดชีวิต ดังนั้น ตนจะรับเรื่องนี้ไว้ และช่วงบ่ายวันนี้ (7 พ.ค.) จะมีวาระพิจารณาในสภาถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งตนก็จะอภิปราย และฝากสาระสำคัญให้คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาในการยกเลิกเงินบำนาญ สส. และ สว. แต่การลดจำนวนผู้ช่วย สส. และ สว. จาก 8 คน เหลือ 3 คน จะเป็นอีกระเบียบวาระหนึ่ง 

 

ส่วนการยกเลิกเอกสิทธิ์ สส. และ สว.นั้น นายแพทย์วรงค์ ชี้แจงว่า เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนก็จะเป็นปากเป็นเสียง ในการพิจารณาเรื่องเหล่านี้ พร้อมย้ำว่า ตนจะสู้เต็มที่ เพราะไม่ต้องการให้ผู้แทนของประชาชน มาเอาเปรียบประชาชน ซึ่งตนถือว่า ผู้แทนของประชาชน อาสาเข้ามาดูแลประชาชน ไม่ใช่ต้องให้ประชาชนมาเลี้ยงดูจนตาย ซึ่งเป็นการเอาเปรียบประชาชนเกินไป