นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า 2. ในประเด็นที่ฝ่ายกฎหมายของพรรคได้ชี้ว่า ประเด็นซึ่งเห็นว่าเป็นเจตนาบางประการที่อาจจะถือว่าเป็นเจตนาพิเศษที่ ป.ป.ช. ได้จงใจที่จะมองข้ามบางประเด็น แล้วหยิบเฉพาะประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกร้อง เบื้องต้นพรรคจะมีการตั้งคณะทำงานยกร่างโดยมีตนเองและ นายราเมศ รัตนะเชวง ทีมกฎหมายพรรค ร่วมยกร่างคำร้องร่วมกับทางพรรคประชาชน
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ในส่วนประเด็นที่ยังไม่มีใครพูดถึงคือ การวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ยังมีอยู่ 2 ประเด็น
1. ถือว่าเป็นหลักฐานใหม่ คือหลักฐานที่มีการเผยแพร่ผ่านทางสำนักข่าวบางสำนักในช่วงเวลาที่ นายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่งรมว.คมนาคม ได้มีการออกหนังสือฉบับหนึ่งว่า “ภายใต้หน่วยงานที่ตนเองกำกับดูแล หากมีการประมูลจัดซื้อจัดจ้างประการใดก่อนที่จะมีการดำเนินการจะต้องแจ้งต่อรัฐมนตรีให้ทราบก่อน” ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเข้าข่ายการใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงหรือการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยว่า ไม่มีการใช้อำนาจรัฐมนตรีแทรกแซง โดยดูจากพฤติกรรมที่ไม่มีการไปสั่งการ แต่หนังสือฉบับดังกล่าวถือว่าเป็นหลักฐานใหม่
2. ประเด็นที่ ป.ป.ช. จงใจมองข้ามคือ เรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ คือ บริษัทที่ไปรับงานในกระทรวง ที่นายศักดิ์สยาม กำกับดูแล นั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนว่า มีผู้ถือหุ้นแทนหรือมีนอมินี แต่เจ้าของที่แท้จริงยังคงเป็นนายศักดิ์สยาม ฉะนั้นเมื่อเจ้าของที่แท้จริงคือนายศักดิ์สยาม บริษัทนี้ไปรับงาน ในหน่วยงานที่ตนเองกำกับดูแล ย่อมเป็นการขัดกันของผลประโยชน์อย่างชัดเจน ซึ่งประเด็นนี้ทางป.ป.ช.ไม่ได้วินิจฉัยให้ชัดเจน โดยจงใจที่จะมองข้ามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
เพราะฉะนั้น ทางพรรคประชาธิปัตย์จะยื่น 2 เรื่องนี้ถึง ป.ป.ช.เนื่องจากมีหลักฐานใหม่เพื่อให้มีการทบทวนคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ที่มีอยู่เดิม
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีข้อกังวล ว่า หากยื่นเรื่องตามมาตรา 236 ต่อ****ประธานรัฐสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญระบุว่า เป็นดุลยพินิจของประธานสภา ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยถึงจะยื่นประเด็นนี้อาจจะกระทบต่อการคานอำนาจระหว่างรัฐสภากับองค์กรอิสระตามกลไกของรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ ก็เคยแสดงความคิดเห็นว่า ควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ซึ่งขณะนี้พรรคประชาชนมีการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ไปแล้ว ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนให้มีการดำเนินการแก้ไขในมาตราดังกล่าวต่อไป เพราะต่อไปการตรวจสอบองค์กรอิสระจะได้ไม่ต้องให้ประธานสภาใช้ดุลยพินิจ เพราะขณะนี้หลายฝ่ายกังวลว่าหาก นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา มีความไม่เป็นกลาง เป็นฝักเป็นฝ่ายเข้าด้วยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็อาจจะชะลอเรื่องดังกล่าวได้ ซึ่งในอดีตก็เคยเกิดขึ้นแล้ว
เมื่อถามว่า การวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ในครั้งนี้ มองว่าเป็นการฟอกขาวให้กับ นายศักดิ์สยาม หรือไม่ นายสาทิตย์กล่าวว่า คงเป็นข้อสงสัยของสังคม
“พรรคประชาธิปัตย์ที่ยึดการเมืองสุจริต เราถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัด เมื่อมีช่องทางตามกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญที่ทำได้เราก็ดำเนินการได้เลย”นายสาทิตย์ กล่าว