จากสินบนทองคำ ถึงศักดิ์สยาม ขอกราบงามๆ ท่าน ป.ป.ช.!
27 เม.ย. 2569

ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี "ศักดิ์สยาม" ซุกหุ้น สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ! สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการตรวจสอบและวิกฤตความเชื่อมั่น?
ข่าว
27 เม.ย. 2569

ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี "ศักดิ์สยาม" ซุกหุ้น สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ! สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการตรวจสอบและวิกฤตความเชื่อมั่น?
27 เมษายน 2569 องค์กรอิสระอย่าง "ป.ป.ช." เดินมาถึงทางแยกสำคัญของความเชื่อมั่นศรัทธา เมื่อการยกคำร้องคดีสำคัญอย่างกรณีหุ้นของ "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" สร้างคำถามตัวใหญ่ให้กับสังคมว่า บรรทัดฐานทางกฎหมายขององค์กรตรวจสอบระดับประเทศหายไปไหน?
บทความคอลัมน์ "โหมโรง" กรุงเทพธุรกิจ โดย "ปกรณ์ พึ่งเนตร" บรรณาธิการบริหารเนชั่นทีวี ระบุว่า องค์กรอิสระอย่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช.เดินมาถึงทางแยกสำคัญของความเชื่อมั่นศรัทธา คดีคุณศักดิ์สยาม ถือว่าร้ายแรงกว่าข้อกล่าวหาเรื่องสินบนทองคำ
เพราะกรณีนี้เป็นมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะ (ไม่ชัดว่าร่วมลงมติกี่คน แต่ต้องเกินครึ่ง จึงมีผลทางกฎหมาย) ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคลของกรรมการท่านใดท่านหนึ่ง
แม้ที่ผ่านมา จากกรณีสินบนทองคำ จะมีความพยายามเชื่อมโยงถึงโครงสร้างการทำงานในภาพรวมขององค์กรด้วยก็ตาม จากการแฉข้อมูลลบๆ เกี่ยวกับการตั้งอนุไต่สวน และกรรมการชุดเล็กต่างๆ ที่คอยกรองงานส่งกรรมการชุดใหญ่ ฯลฯ แต่ก็ยังไม่ส่งผลสะเทือนต่อความรู้สึกของผู้คนในสังคมเท่ากรณีล่าสุดนี้
คำถามง่ายๆ คือ ท่านลงมติ “ยกคำร้อง” คดีสำคัญแบบนี้ โดยเก็บเงียบ ไม่มีการแถลง หรือเปิดเผยต่อสาธารณะได้อย่างไร เพราะ พ.ร.ป. ป.ป.ช.มาตรา 58 ก็เขียนเอาไว้ชัด แม้จะไม่ได้กำหนดกรอบเวลาเอาไว้ก็ตาม
แต่ทุกอย่างมันถูกตั้งคำถาม เพราะขนาดเมื่อสังคมจับได้ไล่ทันและทวงถาม ว่าท่านแอบ “ยกคำร้อง” ไปตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ท่านก็ยังใช้เวลาข้ามสัปดาห์ในการจัดทำเอกสารแถลงเหตุผล แสดงว่าท่านไม่ได้มีการเตรียมการเอาไว้ก่อนเลย แบบนี้เข้าข่ายละเลยกฎหมายของตัวเองหรือไม่
เมื่อถึงขั้นตอนแถลง ก็ยังใช้ “กกต.โมเดล” คือแถลงเป็นเอกสาร ไม่ได้มานั่งชี้แจงแถลงไขให้สื่อมวลชนได้ซักถามเพื่อความโปร่งใส
แล้วแบบนี้ใครจะเชื่อท่าน?
ท่านยังเลือกวิธี “สื่อสารทางเดียว” ย้อนยุคกลับไป 20-30 ปี ทั้งๆ ที่โลกทุกวันนี้เขาไปกันถึงยุคดิจิทัล สื่อสารกันได้ทุกทิศทุกทาง สารพัดแพลตฟอร์มกันหมดแล้ว
คำถามต่อมา คือ ท่านไปเชื่อคดีฟ้องร้องเรียกสิทธิ์หุ้นคืน ที่คุณศักดิ์สยาม ฟ้อง นาย ศ. ทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชัดว่าเป็น ”นอมินี“ ของคุณศักดิ์สยามเองได้อย่างไร แถมยังนำมาเป็นเหตุผลว่า คุณศักดิ์สยามไม่ได้จงใจหรือเจตนาปกปิดบัญชีทรัพย์สิน..อีกต่างหาก
ก็ศาลรัฐธรรมนูญเขาวินิจฉัยไว้แล้วว่า การขายหุ้น โอนหุ้น เป็น ”นิติกรรมอำพราง“ นาย ศ.เป็นนอมินี ฉะนั้นการเป็นนอมินี ก็คือการถือหุ้นแทน โดยคุณศักดิ์สยามย่อมรู้อยู่แล้วว่าตนมีสิทธิ์ในหุ้นอยู่ อย่างนี้การยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินโดยไม่มีรายการหุ้นนี้ ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายใช่หรือไม่
แต่ ป.ป.ช.กำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า มีการใช้ “นอมินีโดยไม่เจตนา” หรือใช้นอมินี โดยไม่รู้ว่าเขาเป็นนอมินี (ฮา!)
เหตุผลแบบนี้ฟังขึ้นด้วยหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น คดีที่ฟ้องร้องกันนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้ว จึงน่าสงสัยว่าอาจเข้าข่ายเป็นการสร้างคดีขึ้นมาเพื่อลบล้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
แน่นอนว่า คุณศักดิ์สยามมีสิทธิ์ทำได้ เพราะไม่มีใครอยากเป็นคนผิด หรือถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง และถูกดำเนินคดี
แต่เรื่องแบบนี้ ป.ป.ช.ไม่มีสิทธิ์เชื่อครับ
เพราะเมื่อ ป.ป.ช.เชื่อ ย่อมแปลว่าท่านได้หักล้างหลักการที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุดและผูกพันทุกองค์กร ซึ่งหลักการนี้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย
ที่น่าสนใจก็คือ คดีแบบที่คุณศักดิ์สยามไปฟ้องกันเองกับผู้ที่ถูกระบุว่าเป็น “นอมินี” ของตนนี้ มันช่างละม้ายคล้ายเทคนิคทางกฎหมายที่บรรดาเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบเขาใช้กันบ่อยๆ
เขาเรียกกันในกันแวดวงนักกฎหมายว่า “สัญญายอม” หรือการประนีประนอมยอมความกันในศาล เพื่อให้ศาลออกคำพิพากษาตาม “สัญญายอม” นั้น แล้วผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีก็นำคำพิพากษามาใช้ประโยชน์อย่างอื่น
ตัวอย่างการใช้ “สัญญายอมความ” มาเป็นประโยชน์กับฝ่ายตน เกิดขึ้นบ่อยๆ ในคดีเงินกู้ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็น “เจ้าหนี้นอกระบบ” อย่างที่บอก
เช่น เจ้าหนี้นอกระบบให้ลูกหนี้กู้เงิน 100,000 บาท แต่คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมาก และตอนที่ให้เงินลูกหนี้ ก็หักดอกไปก่อนแล้ว ให้เงินไปจริงแค่ 80,000 บาท แต่ก่อนจะให้เงินก็ไปยื่นฟ้องลูกหนี้ต่อศาลเอาไว้ แล้วบังคับให้ลูกหนี้ไปทำสัญญายอมรับสภาพนี้ที่ยอดเต็ม คือ 100,000 บาท ลูกหนี้เดือดร้อน อยากได้เงิน ก็ต้องยอมทำสัญญา
ต่อมาลูกหนี้เบี้ยว ไม่จ่ายหนี้ หรือจ่ายไม่ครบ หรือทำอะไรขัดใจเจ้าหนี้ ฝ่ายเจ้าหนี้ก็นำคำพิพากษาไปบังคับคดีลูกหนี้ ทั้งๆ ที่หักดอกไปก่อนแล้ว และยังคิดดอกเบี้ยแพงเกินกว่ากฎหมายกำหนด ถือว่ากระทำผิดกฎหมาย บางรายได้ดอกท่วมต้นไปแล้ว ก็ยังฟ้องเพื่อใช้คำพิพากษาไปยึดทรัพย์ลูกหนี้อีก เรียกว่าใช้คำพิพากษาของศาลเป็นเครื่องมือ
คดีแบบนี้เป็นกรณีเอกชนฟ้องกันเอง คู่ความจะแกล้งสืบพยาน สืบข้อเท็จจริงอย่างไรก็ได้ แตกต่างจากคดีบนศาลรัฐธรรมนูญที่มีกลไก “ไต่สวน” ในการค้นหาความจริง โดยที่คู่ความไม่อาจแกล้งสืบเฉไฉไปทางอื่นได้เหมือนคดีแพ่ง
และที่สำคัญคดีบนศาลรัฐธรรมนูญ คือคดีที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” เช่น รัฐมนตรี หรือข้าราชการระดับสูง เป้าหมายจึงเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ แตกต่างจากคดีแพ่งที่เป็นผลประโยชน์ของเอกชนที่เป็นคู่ความ
ยิ่งไปกว่านั้น คำพิพากษาศาลแพ่งก็บังคับเฉพาะคู่ความ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคนนอก หรือรัฐเลย
การที่ ป.ป.ช.ไปเชื่อ หรือให้น้ำหนักคดีแพ่ง มากกว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นตรรกะวิบัติเกินกว่าจะยอมรับได้จริงๆ
ไล่ดูองค์ประกอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีนักกฎหมาย และอดีตผู้พิพากษาชั้นสูง ระดับศาลฎีกามากกว่าครึ่ง ฉะนั้นท่านจึงย่อมเคยผ่านตาหรืออาจจะเคยพิพากษาคดีประเภทนี้มาแล้ว และย่อมทราบว่ามีการ “แกล้งฟ้อง” กัน เพื่อใช้คำพิพากษาเป็นเครื่องมือ
แล้วพวกท่านยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
สังคมไม่ได้ตัดสินเรื่องนี้ว่าคุณศักดิ์สยามผิดหรือถูก แต่เหตุผลที่สำนักงาน ป.ป.ช.ใช้ในการอธิบายเพื่อ “ยกคำร้อง” คดีคุณศักดิ์สยาม มันทั้งขัดต่อหลักกฎหมาย หลักการตามรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงสามัญสำนึกของวิญญูชนทั่วไปจริงๆ
ไม่แน่ใจว่าเรื่องมาตรฐานจริยธรรม “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ที่ท่านตรวจสอบคนอื่น ตรวจสอบนักการเมือง จะถูกหยิบมาใช้กับพวกท่านได้บ้างหรือเปล่า และท่านแสดงให้เห็นว่าท่านมีมาตรฐานเหล่านี้มากพอที่จะทำให้สังคมเชื่อมั่นหรือไม่
เพราะในแง่สามัญสำนึก หากย้อนไปถึงคดี “สินบนทองคำ” ที่มีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.ท่านหนึ่ง ก็ดูเหมือนว่าทาง ป.ป.ช.จะยึดหลักกฎหมายเคร่งครัด ไม่มีมาตรการอะไรกันเป็นการภายในเพื่อให้สังคมเชื่อมั่น เชื่อถือ เสมือนหนึ่งว่าไม่มีข้อกล่าวหาอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ทุกอย่างเดินไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คือไม่มีอำนาจใดที่ยึดโยงกับประชาชนที่ตรวจสอบพวกท่านได้ แม้แต่กระบวนการสอบสวนในคดีอาญาพื้นฐานที่บังคับใช้กับประชาชนทุกคนในประเทศนี้ก็ตาม
เมื่อทุกอย่างดำเนินการถึงจุดนี้ กระผมจึงขอกราบงามๆ ไปยังท่าน ป.ป.ช. เพื่อซูฮกว่า หัวใจท่านแกร่งจริงๆ ครับ!!
ข่าวล่าสุด