เนชั่นทีวี

ข่าว

'จี้ตัวเอง-ไม่รอใคร' พลิกป้ายเตือนใจข้าราชการยุค 'ปิยะศิริ' แม่ทัพดับไฟใต้สายพัฒนา

28 เม.ย. 2569

'จี้ตัวเอง-ไม่รอใคร' พลิกป้ายเตือนใจข้าราชการยุค 'ปิยะศิริ' แม่ทัพดับไฟใต้สายพัฒนา

"ความทุกข์ประชาชนไม่เคยรอใคร" เปิดเบื้องหลังการทำงานฉบับ "ปิยะศิริ" เลขาฯ ศอ.บต. ยุคใหม่! ไม่ต้องสร้างภาพ-เน้นลงมือทำเงียบๆ กับหัวใจที่เป็นธรรม

28 เมษายน 2569  'ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร' เลขาธิการ ศอ.บต. ท่ามกลางวงล้อมข่าวลือและแรงกดดัน นำพระราชดำรัส ร.9 "ความทุกข์ประชาชนไม่เคยรอใคร" ติดทั่วสำนักงาน ย้ำหลักการทำงาน "ถ้าหัวใจเป็นธรรมก็ไม่ยาก" เมินเสียงนินทา มุ่งสร้างรอยยิ้มชาวบ้านมากกว่าภาพลักษณ์ PR

ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในห้วงเวลาปัจจุบันภายใต้การนำของ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงเพราะภารกิจในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงและพัฒนาในพื้นที่ปลายด้ามขวานเท่านั้น แต่รวมถึงความเปลี่ยนแปลง "เชิงสัญลักษณ์" ที่ปรากฏชัดแจ้งแก่สายตาของผู้มาติดต่อราชการ

 'ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร' เลขาธิการ ศอ.บต.

หากใครได้ก้าวเท้าเข้าไปยังอาคารสำนักงาน ศอ.บต. ยุคนี้ สิ่งหนึ่งที่ "สะดุดตา" และถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง คือการปรากฏของพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่ว่า "...ที่เราต้องเดินเร็ว ต้องไปเร็ว เพราะว่าความทุกข์ยากของประชาชน... ไม่เคยรอใคร..."

ข้อความนี้ถูกติดตั้งไว้ในหลายจุดสำคัญอย่างโดดเด่น ซึ่งนายปิยะศิริ เปิดเผยกับทีมข่าวว่า นี่ไม่ใช่เพียงการประดับเพื่อความสวยงาม แต่คือ "หลักชัย" และ "กำลังใจ" ในการทำงานท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล โดยเฉพาะเรื่องความอดทนต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์

"ท่านเคยบอกว่า ท่านท้อไหม? ท่านไม่เคยพูด ท่านก็ถูกนินทา ถูกสรรเสริญ ท่านเคยสนใจไหม? ท่านก็ทำของท่านไป เนี่ยคือตัวอย่างที่ดีที่สุด" เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวถึงแรงบันดาลใจจากล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9

'จี้ตัวเอง-ไม่รอใคร' พลิกป้ายเตือนใจข้าราชการยุค 'ปิยะศิริ' แม่ทัพดับไฟใต้สายพัฒนา  

ความน่าสนใจในเชิงบริหารจัดการของนายปิยะศิริ คือการนำ "หัวใจข้าราชการ" มาประยุกต์ใช้กับการกำกับดูแลคนในองค์กร เขาเน้นย้ำว่าหากข้าราชการเข้าใจแก่นแท้ของภาระหน้าที่ ความจำเป็นในการตรวจสอบจากภายนอกจะลดลงทันที
      
"ถ้าเราทำตามนี้ รับรองไม่มีใครมาจี้เรา เราต้องจี้ตัวเอง" เป็นคำกล่าวทิ้งท้ายที่สะท้อนถึงการบริหารงานที่เน้นประสิทธิภาพและความรวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่ที่หมักหมมมานาน
        
ในแวดวงข้าราชการ ชื่อของ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เป็นที่รู้จักดีในฐานะผู้ผ่านประสบการณ์จากหน่วยงานตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายระดับประเทศ (DSI) มาอย่างโชกโชน แต่เมื่อต้องมารับตำแหน่ง "เลขาธิการ ศอ.บต." ซึ่งเป็นโซ่ข้อกลางระหว่างงานพัฒนาและความมั่นคง เขากลับมองว่าอุปสรรคใหญ่ที่สุดไม่ใช่ "งบประมาณ" แต่คือ "ความไม่เข้าใจ"

"สิ่งที่ยากที่สุดคือการทำความเข้าใจและการให้ความยุติธรรมที่เป็นธรรม ถ้าหัวใจเราเป็นธรรมนะ ผมไม่คิดว่ามันยาก แต่มันอยู่ที่คนในสังคมเปิดใจหรือเปล่า? ปัญหามันคือวันนี้เรายังไม่ Open กัน"

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อภาครัฐในพื้นที่ภาคใต้ นายปิยะศิริเลือกที่จะไม่เดินตามเกมการโต้ตอบผ่านสื่อ เขาให้แง่คิดว่าการทำงานในพื้นที่พิเศษเช่นนี้ คำสรรเสริญหรือคำนินทาเป็นเพียงปัจจัยภายนอก

"สำหรับผม คำสรรเสริญเยินยอหรือคำติฉินนินทาไม่มีผล ถ้าเรารู้ว่าหัวใจเราคิดอะไร ถ้าทำดีที่สุดแล้ว ตั้งใจแล้ว... ก็ทำไป ไม่มานั่งแก้โน่นแก้นี่ ผมไม่ทำ"

'จี้ตัวเอง-ไม่รอใคร' พลิกป้ายเตือนใจข้าราชการยุค 'ปิยะศิริ' แม่ทัพดับไฟใต้สายพัฒนา

เขายังกล่าวถึงเป้าหมายสูงสุดที่ข้าราชการพึงมี คือความรู้สึกในวันที่ต้องก้าวออกจากตำแหน่ง "วันที่เราลุกออกไป เราจะรู้ตัวเองว่าเราทำอะไรให้พื้นที่แล้วเรามีความสุขไหม นี่คือคำตอบ ไม่ใช่คำชื่นชมหรือคำด่า"

ในยุคที่หน่วยงานรัฐมักใช้เงินงบประมาณมหาศาลไปกับการทำ PR แต่ที่ ศอ.บต. ยุคนี้ กลับมีภาพของการสั่งการแบบ "เงียบเชียบ" เช่น การลงพื้นที่ช่วยเหลือเด็กกำพร้าหรือครอบครัวยากไร้ที่พบเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย โดยกำชับไม่ให้แจ้งสื่อมวลชน

"เรื่องบางเรื่องไม่ต้องออกข่าวหรอก แค่สร้างรอยยิ้มให้ใครสักคนได้ในแต่ละวันก็เก่งที่สุดแล้วในพื้นที่นี้ ผมยังยืนยันอยู่นะ"

บทพิสูจน์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ข้อความบนป้ายหรือวาทศิลป์ที่กินใจ แต่อยู่ที่ว่า "รอยยิ้ม" และ "ความเป็นธรรม" ที่นายปิยะศิริกล่าวถึงนั้น จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความไว้วางใจที่ยั่งยืนในใจประชาชนชาวใต้ได้จริงหรือไม่...

นี่คือโจทย์ข้อใหญ่ที่เลขาธิการ ศอ.บต. ผู้นี้ ต้อง "จี้ตัวเอง" ให้สำเร็จตามที่ประกาศไว้