เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE : เดิมพันหมดหน้าตัก! ‘ทรัมป์’ งัดหมากล้อมเศรษฐกิจ ปิดอ่าวอิหร่าน บีบจบสงคราม

19 เม.ย. 2569

ARTICLE : เดิมพันหมดหน้าตัก! ‘ทรัมป์’ งัดหมากล้อมเศรษฐกิจ ปิดอ่าวอิหร่าน บีบจบสงคราม

การตัดสินใจเปลี่ยนยุทธภูมิจากสงครามสาดกระสุน (Kinetic Warfare) มาสู่ "สงครามเศรษฐกิจ" เต็มรูปแบบ ด้วยการสั่งปิดล้อมเรือและท่าเรือทั้งหมดของอิหร่าน ถือเป็นการเดิมพันครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

หมากตานี้คือความพยายามขั้นเด็ดขาดในการยุติความขัดแย้ง โดยหวังว่าจะไม่ต้องใช้วิธีโจมตีทางทหารระลอกใหม่ แต่กลับซ่อนความเสี่ยงที่อาจจุดชนวนวิกฤตเศรษฐกิจโลกให้ลุกลามจนเกินควบคุม

 

Nation STORY พาไปถอดรหัสยุทธศาสตร์ "บีบให้ตายเพื่อเจรจา" ของสหรัฐฯ ที่กำลังใช้ผลกระทบทางปากท้องเป็นอาวุธหลัก ซึ่งผลลัพธ์ของเกมนี้อาจชี้ชะตาทั้งระเบียบโลกและอนาคตทางการเมืองของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอม

 

🔵 [เกมบีบเศรษฐกิจ: หมากล้อมที่เจ็บปวดกว่าลูกปืน]

 

ยุทธวิธีปิดล้อมทางทะเลของทรัมป์ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า หากอิหร่านถูกตัดขาดจากการส่งออกน้ำมันและไม่สามารถนำเข้าสินค้าจำเป็นได้ ผลกระทบทางการเงินและวิกฤตมนุษยธรรมจะทวีความรุนแรงจนรัฐบาลเตหะราน "ไม่มีทางเลือกอื่น" นอกจากต้องยอมจำนนต่อเงื่อนไขของวอชิงตัน

ในมุมของนักวิเคราะห์ หมากตานี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจอิหร่านได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าการทิ้งระเบิด เนื่องจากกว่า 90% ของการค้าประจำปีมูลค่ามหาศาลถึง 109,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้องพึ่งพาเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การปิดล้อมจะกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง ค่าเงินทรุดหนักภายในไม่กี่วัน และอาจบีบให้อิหร่านต้องสั่งปิดแท่นผลิตน้ำมันภายในไม่กี่สัปดาห์ เนื่องจากไม่มีคลังกักเก็บผลิตภัณฑ์ที่ล้นระบบ

ทว่าความเชื่อที่ว่าความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่การยอมจำนนนั้น อาจเป็นการประเมินคู่ต่อสู้ตามกรอบความคิดแบบชาติตะวันตกมากเกินไป…

🔵 [ประเมินศัตรูต่ำไป: เมื่อ 'อุดมการณ์-ความอยู่รอด' ซื้อไม่ได้ด้วยตัวเลข GDP] 

 

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาตอกย้ำให้เห็นว่า ศัตรูของสหรัฐฯ ทั้งในอิรัก อัฟกานิสถาน รัสเซีย และลิเบีย ไม่เคยวางหมากตามการคำนวณผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจแบบตะวันตก การคาดหวังให้ผู้นำอิหร่านยอมถอยเพียงเพื่อฟื้นฟูตัวเลข GDP อาจเป็นการคาดเดาที่ห่างไกลจากความเป็นจริง

บทพิสูจน์ที่ชัดเจนคือ ท่าทีของทางการเตหะรานที่แสดงให้เห็นถึงความทนทานต่อความบอบช้ำภายในประเทศ แม้จะสูญเสียผู้นำระดับสูงไปจำนวนมากในช่วงสงคราม แต่ระบอบการปกครองก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึง "ความอดทนต่อความเจ็บปวด" ขั้นสูงสุด การที่สหรัฐฯ หวังใช้ข้อต่อรองทางเศรษฐกิจเป็นเหยื่อล่อ โดยละเลยแรงขับเคลื่อนทางประวัติศาสตร์และอุดมการณ์ชาตินิยม จึงเป็นการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไปอีกครั้งในสงครามที่อิหร่านมองว่าเป็นเรื่องของ "ความอยู่รอด"

🔵 [ความเสี่ยงระดับโลก และ 'จิ๊กซอว์จีน' ที่อาจพังกระดาน]

 

การต้อนอิหร่านให้จนมุมสร้างปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม เมื่อไม่มีทางออกทางเศรษฐกิจ อิหร่านอาจตัดสินใจตอบโต้ด้วยความเสี่ยงสูงสุด กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอาจพุ่งเป้าโจมตีพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียซ้ำอีกระลอก หรือสั่งการให้กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันในทะเลแดง ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะกลายเป็นฝันร้ายของเศรษฐกิจโลก และย้อนกลับมาทุบตีคะแนนนิยมของทรัมป์โดยตรง

นอกจากนี้ ปฏิบัติการปิดล้อมน่านน้ำยังมีความเสี่ยงในการปะทะกับประเทศที่สาม หากกองทัพเรือสหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันของจีนหรืออินเดียที่เดินทางออกมาจากอิหร่าน เหตุการณ์นี้สามารถลุกลามกลายเป็นวิกฤตทางการทูตครั้งใหญ่ ก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะมีกำหนดการพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง

 

🔵 [ศิลปะการเจรจาที่ใช้ไม่ได้จริงกับเตหะราน]

 

ภาพจำของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ที่พยายามสื่อสารว่าอิหร่านกำลังกระหายข้อตกลงอย่างหนักนั้น ขัดแย้งกับหลักฐานบนโต๊ะเจรจาอย่างสิ้นเชิง แนวคิด "ศิลปะแห่งการเจรจาต่อรอง" (The Art of the Deal) ของทรัมป์ ที่มองทุกวิกฤตคือโอกาสในการต่อรองเชิงธุรกิจ ดูจะไร้ผลเมื่อต้องเผชิญกับปมภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดของโลก

การเจรจานัดแรกที่ปากีสถานเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า จุดยืนของทั้งสองมหาอำนาจคือเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ สหรัฐฯ ต้องการรื้อถอนขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ จำกัดอาวุธขีปนาวุธ และตัดท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และฮามาสแบบถอนรากถอนโคน ในขณะที่อิหร่านเรียกร้องค่าชดเชยสงคราม และยืนกรานที่จะปกป้องสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของตน

 

📌 [บทสรุป]

 

แนวทางใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการงัดมาตรการปิดล้อมทางทะเลมาใช้ อาจกลายเป็น "กับดักทางการเมือง" ที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งกลางเทอมที่พรรครีพับลิกันกำลังต้องการความเชื่อมั่น การบีบให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างจนกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานโลก จึงเป็นความสุ่มเสี่ยงที่วอชิงตันต้องเดินหมากทุกก้าวด้วยความระมัดระวังสูงสุด