🔵 [ความเสี่ยงระดับโลก และ 'จิ๊กซอว์จีน' ที่อาจพังกระดาน]
การต้อนอิหร่านให้จนมุมสร้างปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม เมื่อไม่มีทางออกทางเศรษฐกิจ อิหร่านอาจตัดสินใจตอบโต้ด้วยความเสี่ยงสูงสุด กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอาจพุ่งเป้าโจมตีพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียซ้ำอีกระลอก หรือสั่งการให้กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันในทะเลแดง ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะกลายเป็นฝันร้ายของเศรษฐกิจโลก และย้อนกลับมาทุบตีคะแนนนิยมของทรัมป์โดยตรง
นอกจากนี้ ปฏิบัติการปิดล้อมน่านน้ำยังมีความเสี่ยงในการปะทะกับประเทศที่สาม หากกองทัพเรือสหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันของจีนหรืออินเดียที่เดินทางออกมาจากอิหร่าน เหตุการณ์นี้สามารถลุกลามกลายเป็นวิกฤตทางการทูตครั้งใหญ่ ก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะมีกำหนดการพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง
🔵 [ศิลปะการเจรจาที่ใช้ไม่ได้จริงกับเตหะราน]
ภาพจำของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ที่พยายามสื่อสารว่าอิหร่านกำลังกระหายข้อตกลงอย่างหนักนั้น ขัดแย้งกับหลักฐานบนโต๊ะเจรจาอย่างสิ้นเชิง แนวคิด "ศิลปะแห่งการเจรจาต่อรอง" (The Art of the Deal) ของทรัมป์ ที่มองทุกวิกฤตคือโอกาสในการต่อรองเชิงธุรกิจ ดูจะไร้ผลเมื่อต้องเผชิญกับปมภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดของโลก
การเจรจานัดแรกที่ปากีสถานเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า จุดยืนของทั้งสองมหาอำนาจคือเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ สหรัฐฯ ต้องการรื้อถอนขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ จำกัดอาวุธขีปนาวุธ และตัดท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และฮามาสแบบถอนรากถอนโคน ในขณะที่อิหร่านเรียกร้องค่าชดเชยสงคราม และยืนกรานที่จะปกป้องสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของตน
📌 [บทสรุป]
แนวทางใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการงัดมาตรการปิดล้อมทางทะเลมาใช้ อาจกลายเป็น "กับดักทางการเมือง" ที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งกลางเทอมที่พรรครีพับลิกันกำลังต้องการความเชื่อมั่น การบีบให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างจนกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานโลก จึงเป็นความสุ่มเสี่ยงที่วอชิงตันต้องเดินหมากทุกก้าวด้วยความระมัดระวังสูงสุด