"ดร.ณัฏฐ์" ชี้ ปมบัตรเลือกตั้งสส. หลังผู้ตรวจฯมีมติส่ง "ศาลรธน." อาจเกมพลิก
14 มี.ค. 2569
"ดร.ณัฏฐ์" ชี้ ปมบัตรเลือกตั้ง ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่ง"ศาลรัฐธรรมนูญ" ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานในสนามสมาชิกวุฒิสภา ไม่รับคำร้องไว้พิจารณา
ข่าว
14 มี.ค. 2569
"ดร.ณัฏฐ์" ชี้ ปมบัตรเลือกตั้ง ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่ง"ศาลรัฐธรรมนูญ" ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานในสนามสมาชิกวุฒิสภา ไม่รับคำร้องไว้พิจารณา
14 มีนาคม 2569 สืบเนื่องจากมติผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญปมบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด เพื่อวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ทำให้กระแสการเมืองร้อนฉ่า ส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่หรือไม่
ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า อำนาจในการยื่นคำร้องกับการรับคดีไว้พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็นคนละส่วนกัน
ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคดีไว้วินิจฉัยหรือไม่ ต้องเข้าหลักเกณฑ์ตาม พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ประกอบข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562
ยังไม่แน่นอนว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ ต้องใช้มติเสียงข้างมาก
โดยปกติ หากหน่วยงานรัฐถูกฟ้อง ก่อนที่จะมีมติรับคดีไว้พิจารณาหรือไม่ ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญใช้มติเสียงข้างมากให้แสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก่อนทำความเห็น จะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งใช้ระบบไต่สวน มิใช่ระบบกล่าวหา
มติผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ อย่าไปคาดคะเน ตีธงล่วงหน้า ตัดสินล่วงหน้าเป็น “ศาลโซเชี่ยล” ไปฟันธงล่วงหน้าว่า การเลือกตั้งไม่ลับบ้าง เป็นโมฆะบ้าง กระทบต่อจัดตั้งรัฐบาลบ้าง หรือเป็นบัตรมรณะบ้าง มโน พร่ำเพ้อไปไกล เกินกว่าตัวบทกฎหมาย ทำให้ประชาชนสับสน
รัฐธรรมนูญมาตรา 231 (1) บทบัญญัติของกฎหมาย ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย โดยอาศัย พรป.วิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ คำว่า บทบัญญัติกฎหมาย หมายถึงเฉพาะ พรบ. พรป. พรก.หรือกฎหมายใดที่มีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติเท่านั้น เช่น ประกาศคณะปฎิวัติ หรือประกาศคณะรัฐประหาร หากกฎหมายที่มีสถานะต่ำกว่า หรือการกระทำ หากขัดหรือแย้งต่อส่งศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231(2)
หากย้อนดูสาระสำคัญที่ยื่นคำร้อง “กกต.กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ด น่าเชื่อได้ว่า สามารถเชื่อมโยงหรือสืบค้นย้อนกลับถึงตัวผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นความลับขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และมาตรา 85 อันมีลักษณะเป็นการกระทำละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองหรือคุ้มครองไว้”นั้น ยังเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอย ต้องอาศัยพยานหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความ
จุดชี้ขาดตามคำร้องว่า การเลือกตั้งเป็นความลับ-ไม่ลับ คู่ความต้องไปพิสูจน์ว่า บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรและบัญชีรายชื่อผู้ใช้สิทธิ เป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่
เรื่องพิจารณาที่ ต.24/2569 วันที่ 11 มีนาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานใน ข้อเท็จจริงเดียวกันแต่คนละสนาม ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาระบุชัดว่า “หากเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ผู้ร้องอาจใช้สิทธิทางศาลอื่นได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 25 วรรคสาม ทั้งวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47(2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213”
หากมองด้วยใจเป็นธรรม ยึดหลักกฎหมายเป็นที่ตั้งและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเสร็จเด็ดขาดและผูกพันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ โอกาสที่ทำให้เกมพลิกทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะย่อมมี “โอกาสน้อย”
