หากย้อนดูพฤติกรรมของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯราย ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ที่ปรากฎภาพทางสื่อ ยืนไหว้และรอต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหารายที่ 187 หากย้อนตรวจสอบคุณสมบัติที่กำหนดไว้ ย่อมขาดความเป็น กลางในการกระทำหน้าที่ อันเป็นการแต่งตั้ง รตอ.ปิยะ ในการทำหน้าที่ไม่ชอบ ทำให้ผลการแต่งตั้งและการทำหน้าที่ทั้งคณะ ย่อมเสียไป ไม่ต่างจากผลไม้จากต้นไม้ที่เป็นพิษ
แม้ราย รตอ.ปิยะ จะอ้างว่า วันหยุดไปดูการแข่งรถ แต่ย้อนแย้งกันกับภาพทางสื่อ เพราะจุดที่ยืนไหว้ ประชาชนทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้ เป็นไม้ตายและเชือกกล้วยมัดคอ ทำให้ไปเพิ่มน้ำหนักแก่โจทก์ในคดีอาญา ในแต่งตั้งไม่ชอบ ขัดต่อหลักการกลไกแบบสุ่มและตั้งคนของตนเองไปทำหน้าที่
หากย้อนไปดูกรณีศาลอาญาทุจริตฯยกคำร้อง ฝ่าย กกต.และเลขาธิการ กกต.ที่ขยายคำคำชี้แจงและส่งหลักฐานเข้าไปในสำนวน แม้ในชั้นตรวจฟ้อง แต่มีผลต่อการเพิ่มน้ำหนักในการรับคำฟ้องไว้ไต่สวนมูลฟ้องตามกระบวนการยุติธรรมของศาล
แต่ในแง่ชั้นเชิงคดี หากฝ่ายจำเลยยื่นคำชี้แจงเข้าไปในคดี เท่ากับยื่นดาบให้ฟันคอตนเอง
ในชั้นที่ประชุมใหญ่ กกต. เป็นเกมวัดใจ จะมีมติเสียงข้างมาก จะเชื่อความเห็นใคร ระหว่าง มติวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 หรือมติวินิจฉัยชี้ขาดความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯคณะที่ 36 โดย กกต.อาจใช้ดุลพินิจเป็นอื่น โดยป้องกันการถูกฟ้องคดีอาญาภายหลัง อาจ “กลับ” หรือ “แก้”ความเห็นได้
แม้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย อาจดีใจเพียงชั่วคราว โดยผลงานหลักของ ร.ต.อ.ปิยะฯ เป่าคดี อาจขยับนั่งตำแหน่งอธิบดี DSI แต่การใช้อำนาจอขององค์กรอิสระอย่าง กกต.ต้องเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายเป็นไปตามหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง ต้องยึดหลักความเป็นธรรม ว่ากันตามพยานหลักฐาน มิใช่ใช้เทคนิควิธีการตั้งคนของตนเองไปเป่าคดีขัดต่อหลักความยุติธรรม เท่ากับเป็นการทำลายองค์กร ค้านสายตาคนไทยทั้งประเทศ จึงเกิดคำถามว่า มี กกต.ไว้ทำไม