เปิดแผน “ชำแหละกลางสภา” ไม่รามือ “ฮั้ว สว.” โยงคนในรัฐบาล...แต่!!
14 มี.ค. 2569
เปิดแผน “ชำแหละกลางสภา” ฝ่ายค้านไม่รามือ “ฮั้ว สว.” โยงคนในรัฐบาล เตรียมจัดหนักในศึกซักฟอก ความจริงอันโหดร้ายกับ 3 ฉากทัศน์ที่จะเกิดกับคดีร้อนในยุคสีน้ำเงิน
ข่าว
14 มี.ค. 2569
เปิดแผน “ชำแหละกลางสภา” ฝ่ายค้านไม่รามือ “ฮั้ว สว.” โยงคนในรัฐบาล เตรียมจัดหนักในศึกซักฟอก ความจริงอันโหดร้ายกับ 3 ฉากทัศน์ที่จะเกิดกับคดีร้อนในยุคสีน้ำเงิน
14 มีนาคม 2569 คดีฮั้ว สว. 229 สำนวน ที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ลงมติแจ้งกล่าวหา และมองว่า ข้อกล่าวหามีมูล ทั้ง 229 ราย จากนั้นได้ส่งสำนวนต่อให้สำนักงานเลขาธิการ กกต.ส่วนกลาง พิจารณาต่อ และมีการตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ขึ้นมาพิจารณากลั่นกรองสำนวนเป็นการเฉพาะ ก่อนส่งให้ กกต.ชุดใหญ่วินิจฉัยและลงมติ
ซึ่งล่าสุดมีข่าวว่า อนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 ลงมติ “ยกคำร้อง” สำนวนคดี ฮั้ว สว. แบบ “ยกล็อต” นั้น
งานนี้ว่ากันว่า หากคณะกรรมการ กกต.ชุดใหญ่ 7 คน เกิดขยันเป็นพิเศษ และรีบบรรจุวาระพิจารณา พร้อมลงมติก่อนตั้งรัฐบาลชุดใหม่ จะเท่ากับเป็นการ “ตัดตอนข้อกล่าวหา” ไม่ให้ลามไปถึงตัวรัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน 2.0 ซึ่งมีอย่างน้อย 12 คน ที่มีชื่อเป็น “ผู้ถูกกล่าวหา” ในคดีฮั้ว สว.
แต่อย่างที่คอการเมืองทราบกันดีว่า “การเมืองไม่ได้เล่นข้างเดียว” ฉะนั้นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง คงไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ และมีข่าวการเตรียมการเคลื่อนไหว “ปฏิบัติการลับ” บางอย่าง ทันทีที่ตั้ง ครม.อนุทิน และเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ
ถอดรหัสจาก “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่เปรยว่า
คดีฮั้ว สว. “ค้านสายตาสังคม” และบอกว่า ทางพรรคมีข้อมูลเพิ่มเติมที่จะดำเนินการบางอย่าง
เรื่องนี้สอดรับกับข่าวที่ “ข่าวข้นคนข่าว” ได้มาก่อนหน้านี้ว่า “บิ๊กวี” พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เจ้าของฉายา “มือปราบ ฮั้ว สว.” เพราะเป็นคน “ออกโรง” และ “ออกแรง” ในเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ได้ประสานอย่างไม่เป็นทางการกับ “พรรคประชาชน” กระทั่งทราบข่าวว่า มีการ “เปิดปฏิบัติการลับดับภูมิใจไทย” กันทันทีที่ตั้งรัฐบาลเรียบร้อย กล่าวคือ
- ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีอย่างน้อย 12 คน รวมนายกฯ ที่มีชื่อตกเป็น “ผู้ถูกกล่าวหา” ในสำนวนคดีฮั้ว สว. ของ กกต.
- การยื่นอภิปราย จะมีการแบ่งผู้อภิปราย 1 รัฐมนตรี ต่อ 1 กลุ่ม สส.ฝ่ายค้าน
- รัฐมนตรีจะมี 3 กลุ่ม คือ นายกฯ ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วย / รัฐมนตรีสายบ้านใหญ่เลือดแท้ของค่ายสีน้ำเงิน / และรัฐมนตรีสายลูกเทพ ซึ่งมีชื่อตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาเช่นกัน
- จากนั้นฝ่ายค้านจะไล่ชำแหละรัฐมนตรีเรียงตัวว่ามีพฤติการณ์อย่างไรในคดีฮั้ว สว. ตั้งแต่ “ข้อกล่าวหา”
ข้อกล่าวหาหลักคือ “กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือร่วมกับบุคคลอื่นกระทำการ หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันมีผลให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”
มีมาตรากฎหมายที่ถูกกล่าวหา ได้แก่
มาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ หรือ พ.ร.ป.สว. - ข้อหาเกี่ยวกับการแนะนำตัวผู้สมัครที่ไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
มาตรา 76 พ.ร.ป.สว. - ห้ามมิให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง กระทำการใด ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้สมัครผู้ใดให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
มาตรา 77 (1) พ.ร.ป.สว. - ข้อหาเกี่ยวกับการจัดทำ ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด
มาตรา 62 พ.ร.ป.สว. การกระทำใดๆ ที่มีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
โดยความผิดตามมาตรา 76 เมื่อกระทำโดยกรรมการบริหารพรรคการเมือง อาจถูก กกต.ร้องยุบพรรคได้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ด้วย
- หลังจากเปิดข้อกล่าวหา ก็จะมีการ “เปิดหลักฐาน” ซึ่งว่ากันว่ามีหลักฐานเชื่อมโยงตัวรัฐมนตรีหลายคน เช่น
**เป็นคนไปเปิดโรงแรมในจังหวัดหนึ่งใกล้ๆ กรุงเทพฯ เพื่อให้เป็นที่พักของผู้สมัคร สว.หลากหลายกลุ่ม มีการจัดประชุมซักซ้อม กำหนดสัญลักษณ์ และรูปแบบการเลือก เพื่อให้ตัวแทนกลุ่มของตัวเองได้คะแนนมากพอที่จะเป็น สว.
**เป็นคนจ่ายค่าโรงแรม มีหลักฐานการจ่าย การโอนเงิน
**บางคนจัดทำคูปองอาหารกลางวัน เลี้ยงกลุ่มผู้สมัครที่มารวมตัวกัน
**บางคนจัดหารถ จ่ายค่าเดินทาง ค่ารถ / เดินทางไปพร้อมกัน / สวมเสื้อสีเดียวกันเป็นสัญลักษณ์ / และกำหนดรูปแบบการเลือกตั้งเป็นแพทเทิร์นเดียวกัน ซึ่งหากเป็นการลงคะแนนโดยอิสระ ไม่ได้ฮั้วกัน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะคะแนนเป็นแพทเทิร์นเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น การเลือกข้ามกลุ่ม ผู้สมัครสูงสุดถึง 12 คน เลือกข้ามกลุ่มเหมือนกัน เลือกผู้สมัครคนอื่น “คนเดียวกัน” แถมเป็นการเลือกเรียงลำดับเหมือนกันอีกต่างหาก ซึ่งในทางสถิติแล้ว เป็นไปไม่ได้เลย
- นอกจากนั้นยังจะมีการเปิดหลักฐานเด็ดบางส่วน เกี่ยวกับหลักฐานเส้นทางการเงินที่ไปเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีบางคน ซึ่งเป็น “หัวจ่ายตัวจริง” ของขบวนการนี้
- สุดท้ายจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ “ผลประโยชน์ต่างตอบแทน” ในเรื่องตำแหน่ง และค่าตอบแทนจากตำแหน่งที่ได้รับ นอกเหนือจากตำแหน่ง สว. ก็ยังมี ผู้ช่วย สว. ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว. และที่ปรึกษา ซึ่งพบว่ามีขบวนการนำตำแหน่งเหล่านั้นไปตั้งบุคคลแบบ “ต่างตอบแทน” เช่น มอบตำแหน่งให้กลุ่มที่ “พลีชีพ ไม่เลือกตัวเอง” ซึ่งผิดธรรมชาติ ลงสมัครแต่ไม่เลือกตัวเอง / และมีบางส่วนที่โอนเงินคืนกลับเข้าขบวนการฮั้วผ่านบัญชีม้า
ทั้งหมดนี้เป็น “ภาพจำลอง” ที่เราได้ข่าวมาว่า มีคนวางแผน เซ็ตแผน ให้เกิดขึ้นหลังมีรัฐบาล
1.เชื่อว่าคดีฮั้ว สว. จะถูกตัดตอนให้จบก่อนตั้งรัฐบาลเรียบร้อย ทำให้การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็นนี้ ไม่สามารถทำได้
- หากมีการยื่น ประธานสภา ซึ่งเป็นคนของรัฐบาล อาจใช้อำนาจวินิจฉัยว่า “ญัตติไม่ชอบด้วยข้อบังคับ” เพราะเป็นอำนาจการตรวจสอบขององค์กรอิสระ
- อาจมีการอ้างว่าเป็นประเด็น “คุณสมบัติ” เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย ไม่ใช่เรื่องที่จะอภิปราย เพราะไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน // และคำร้องนี้ กกต.ก็ตีตกไปแล้ว
2.โอกาสของการอภิปรายในสภาจะเกิดขึ้นยากมาก นอกจากชิงอภิปรายตอนแถลงนโยบาย แล้วรวบรวมเสียงเสนอประธานสภา ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
3.สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญอาจอ้างว่า กระบวนการตรวจสอบเรื่อง “ฮั้ว สว.” เป็นอำนาจของ กกต. เมื่อ กกต.ชี้ว่าไม่มีการฮั้ว ย่อมไม่กระทบกับคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี
แม้ฉากทัศน์จะออกมาแบบนี้ ซึ่งฝ่ายค้านก็คาดหมายว่า จะเกิดขึ้นแนวๆ นี้ แต่ก็กำลังชั่งใจที่จะดำเนินการ เพื่อไม่ให้คดีฮั้ว สว.จบลงง่ายๆ และหากจะจบจริงๆ ก็ต้องจบในแบบที่ผู้คนในสังคมได้เห็นว่า มีขบวนการฮั้วกันอย่างไร และผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง ทั้งในสภา และรัฐบาล มีความชอบธรรมที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจริงหรือไม่
