เปิดแผล “ภูมิใจไทย” อยู่ได้-อยู่ยาวจริงหรือ? ฮั้ว สว.ตามหลอน 7 รมต.ขึ้นลิสต์ยื่นซักฟอก
10 มี.ค. 2569
เปิดแผล “ภูมิใจไทย” อยู่ได้-อยู่ยาว…จริงหรือ? ปม "ฮั้ว สว." ตามหลอน ผวา!! 7 ใน 13 รมต.สีน้ำเงิน ขึ้นลิสต์ ถูกฝ่ายค้านหมายหัวยื่นซักฟอก
ข่าว
10 มี.ค. 2569
เปิดแผล “ภูมิใจไทย” อยู่ได้-อยู่ยาว…จริงหรือ? ปม "ฮั้ว สว." ตามหลอน ผวา!! 7 ใน 13 รมต.สีน้ำเงิน ขึ้นลิสต์ ถูกฝ่ายค้านหมายหัวยื่นซักฟอก
10 มีนาคม 2569 ภายหลังจากที่ “ข่าวข้นคนข่าว” เปิดประเด็น “3 มิติการเมือง” ที่เป็นความมั่นใจของภูมิใจไทย ว่าจะ “เอาอยู่ - คุมเกมการเมือง” ทุกรูปแบบได้อย่างแน่นอน
ทั้งการจัดโผ ครม.ที่ลงตัว บริหารจัดการดูแลบ้านใหญ่ บ้านเล็ก ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ และ สส.สอบได้ สอบตก แบบไม่ขาดตกบกพร่อง
ทั้งการกุมบังเหียนการเมือง วางแผนสร้างผลงานระยะสั้น ระยะกลาง พร้อมใช้กลไกกฎหมาย และองค์กรอิสระ กำราบศัตรูการเมืองทุกฝ่าย ไม่ให้เผยอขึ้นมาแข่งบารมีได้
ขณะที่ตัวเองก็คุมทั้ง สภาล่าง สภาบน ฝ่ายบริหาร และองค์กรอิสระทั้งหมด
ทำให้เชื่อกันว่า ภูมิใจไทยจะเป็นรัฐบาลสุดแกร่ง อยู่ได้ 4 ปีเต็มแน่นอน
แต่สัจธรรมการเมืองไทย ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน
ย้อนกลับไปไม่นาน ตอนที่ตั้งรัฐบาลอนุทิน 1 ก็เชื่อกันว่าจะอยู่ครบ 4 เดือน และขยายเวลาต่อไปเรื่อยๆ อยู่จริงอาจจะเป็นปีๆ หรือไม่ก็อยู่แค่ 4 เดือน แล้วต่อตั๋วอีก 4 ปี
แต่เอาเข้าจริงๆ 4 เดือนก็เจอเรื่องไม่คาดฝันมากมาย สุดท้ายต้องยุบสภาในสภาพบาดเจ็บ โดยเฉพาะจากบาดแผลน้ำท่วมหาดใหญ่ แต่สุดท้ายก็ประคองตัว และงัดไม้เด็ด งานถนัด จัดแท็กติกเลือกตั้ง จนชนะเข้ามาอย่างเหนือความคาดหมาย 192 เสียง ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ถึงความไม่โปร่งใส กลายเป็น “เลือกตั้งสีเทา”
แต่ถึงที่สุดแล้ว พรรคภูมิใจไทยก็ฝ่ากระแส “บาร์โค้ดมรณะ” ตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ไม่เกินสัปดาห์หน้า น่าจะได้ประธานสภาคนใหม่เป็น “สายตรงบุรีรัมย์” และ “นายกฯ คนเดิม” ที่ทะเบียนบ้านอยู่บุรีรัมย์
กระแสเริ่มคุกรุ่นว่าด้วย “มาตรฐานจริยธรรม” เพราะ นายกฯ อนุทิน ใช้เรื่องนี้เป็น “ไม้ตาย” สยบกล้าธรรม และหักพรรคผู้กอง ไม่ให้เข้าร่วมรัฐบาล โดยใช้หลักฐานไม่ต่างจาก “ใบเสร็จ” ทั้งหมายจับ เบน สมิธ และคดี สส.กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ถึงขั้นกล้าธรรม ต้อง “กล้ารับสภาพ”
จากนั้นภูมิใจไทยเริ่มได้ใช้ ใช้ “มาตรฐานจริยธรรม” กดดันไปยังโผ ครม.ของพรรคเพื่อไทย มีการส่งสัญญาณสกัด “อดีตเลขาฯ เสริฐ” ประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.แบบบัญชีรายชื่อ แคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง โดยมีการให้เหตุผลว่า ถูกตรวจสอบเรื่องเอ็มโอยู “สแกนม่านตา” ที่ดีเอสไอเปิดปฏิบัติการตรวจค้น และเรียกไปให้ถ้อยคำ
รวมถึงข้อกล่าวหา การโยกงบประมาณโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ คณะกรรมการ ป.ป.ช.
แต่ปรากฏว่า มีข่าวตอบโต้เสียงแข็งมาจากฝั่งเพื่อไทย ทำให้ภูมิใจไทยยอมถอย อ้างว่าจะไม่ก้าวก่ายการตัดสินใจของ “ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล”
อย่างไรก็ดี หากย้อนไปฟังคำกล่าวของนายกฯ อนุทิน จะพบว่า ให้ความสำคัญกับเรื่อง “มาตรฐานจริยธรรม” เป็นพิเศษ
งานนี้จึงเชื่อกันว่า จะไม่จบแค่นี้ ส่งผลให้แกนนำบางปีกของพรรคเพื่อไทย ไม่ค่อยพอใจ เพราะยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดคลื่นใต้น้ำในพรรคเพื่อไทยมากขึ้น ปัญหารุมทึ้งเก้าอี้ซึ่งหนักหนาอยู่แล้ว พอมีข่าวแบบนี้ ยิ่งทำให้ฝุ่นตลบยิ่งกว่าเดิม
ล่าสุดจึงมีการปล่อยข้อมูลออกมาเปรียบเทียบ และตั้งคำถามว่า ถ้า “อดีตเลขาฯ เสริฐ” เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ แล้วคนของภูมิใจไทย จะเป็นได้สักกี่คน เพราะ
หนึ่ง กรณี เอ็มโอยู เครื่องสแกนม่านตา อดีตเลขาฯเสริฐ ถูกดีเอสไอ “เชิญไปให้ถ้อยคำ” ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา
สอง กรณีโยกงบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ยังอยู่ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. ยังไม่มีการชี้มูลความผิด
ฉะนั้นหากใช้มาตรฐานนี้สกัดคนของเพื่อไทย ก็จะมีคำถามตามมาว่า แล้วคนของภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่ ทั้งในชุดปัจจุบัน และชุดอนุทิน 2.0 โดยเฉพาะ...
หนึ่ง รัฐมนตรี หรือว่าที่รัฐมนตรี ที่มีเรื่องร้องเรียนไต่สวนอยู่ใน ป.ป.ช. บางมีเรื่องบัญชีทรัพย์สิน แม้จะยังไม่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลก็ตาม
สอง รัฐมนตรี หรือ ว่าที่รัฐมนตรี ที่ตกเป็น “ผู้ถูกกล่าวหา” ของ กกต. ในคดี “ฮั้ว สว.” และถูก ดีเอสไอ เรียกให้ปากคำในคดี “ฟอกเงิน และอั้งยี่” ที่โยงกับคดีฮั้ว สว.
โดยในกลุ่ม “ว่าที่รัฐมนตรี” ในรัฐบาล อนุทิน 2.0 ที่เปิดชื่อกันออกมาตามสื่อแขนงต่างๆ ปรากฏว่า มีว่าที่รัฐมนตรี 13 คน ที่มีตำแหน่งบริหารในพรรคภูมิใจไทย และในจำนวนนี้ มี 7 คนที่ตกเป็น “ผู้ถูกกล่าวหา” ของ กกต. ในคดี “ฮั้ว สว.”
ว่าที่รัฐมนตรี 7 คนนี้ ถูกคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 เรียกเข้ารับทราบข้อกล่าวหา และให้ถ้อยคำไปแล้วด้วย
โดยข้อกล่าวหาหลักคือ “กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือร่วมกับบุคคลอื่นกระทำการ หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันมีผลให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม"
มีมาตรากฎหมายที่ถูกกล่าวหา ได้แก่
มาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ หรือ พ.ร.ป.สว. - ข้อหาเกี่ยวกับการแนะนำตัวผู้สมัครที่ไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
มาตรา 76 พ.ร.ป.สว. - ห้ามมิให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง กระทำการใด ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้สมัครผู้ใดให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
มาตรา 77 (1) พ.ร.ป.สว. - ข้อหาเกี่ยวกับการจัดทำ ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด
มาตรา 62 พ.ร.ป.สว. การกระทำใดๆ ที่มีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
โดยความผิดตามมาตรา 76 เมื่อกระทำโดยกรรมการบริหารพรรคการเมือง อาจถูก กกต.ร้องยุบพรรคได้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ด้วย
เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้คำร้อง “ฮั้ว สว.” จะยังไม่ถูก กกต.ชุดใหญ่ลงมติ “ชี้มูลความผิด” เพื่อส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
แต่ในชั้นคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 1 ของการพิจารณาสำนวนคดี “ฮั้ว สว.” ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้อง 229 ราย จัดทำเป็น 229 สำนวน แบ่งเป็น สว.ปัจจุบัน 138 คน และแกนนำพรรคภูมิใจไทย กับเครือข่ายการเมืองของพรรค อีก 91 คน
ปรากฏว่า การพิจารณาพยานหลักฐาน ในชั้นคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ซึ่งมีกรรมการมากถึง 29 คน ล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสืบสวน สอบสวน และการเลือกตั้ง เป็นผู้แทนจาก กกต. จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ นักกฎหมาย อัยการ ได้ลงมติเห็นสมควรแจ้งข้อกล่าวหา และดำเนินคดีทั้ง 229 คน ด้วยมติ 28 ต่อ 1
คำถามก็คือ ขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาขององค์กรอิสระอย่าง กกต. จะกระทบต่อมาตรฐานจริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ อันเป็นคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีหรือไม่
ประเด็นนี้ “ข่าวข้นคนข่าว” สอบถามไปยัง “ดร.ณัฏฐ์” ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้รับคำตอบว่า ขั้นตอนนี้ยังไม่ถือว่า กกต.ชี้มูลความผิดแล้ว เพราะยังไม่ถึงขั้นตอนของ กกต.ชุดใหญ่พิจารณา เป็นแต่เพียงคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน รวมถึงอยู่ในขั้นตอนการกลั่นกรองของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 จึงยังไม่ถือว่า ขัดต่อคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
“แต่ถ้า กกต.ชุดใหญ่ชี้มูล ก็ถือว่าเกมพลิกทันที” อาจารย์ณัฏฐ์ ระบุ
แต่ปัญหาทำท่าจะไม่จบแค่นี้ เพราะมีข่าว “ว่าที่ฝ่ายค้าน” เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็นนี้ ทันทีที่รัฐบาลอนุทิน 2.0 เข้าทำงานอย่างเป็นทางการ โดยจะนำหลักฐานต่างๆ ตลอดจนข้อกล่าวหา และการรวบรวมพยานหลักฐาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กกต. และดีเอสไอ มาเปิดกันในสภา
จากนั้นจะเข้าชื่อกันให้ได้ 1 ใน 10 คือ สส.50 คน เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี ของผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว.ทั้งหมด เพื่อให้ศาลชี้ขาดว่า บุคคลเหล่านี้มีคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรีได้จริงหรือไม่
นี่คือวิบากกรรมใหญ่ ที่โหมโรงกันตั้งแต่ก่อนตั้งรัฐบาลกันเลยทีเดียว และทำให้เชื่อว่า รัฐบาลนายกฯหนู...อยู่ไม่สุข แน่นอน
