3. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์
ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่มันเชื่อมโยงกับวิกฤตการณ์โลกในวงกว้าง:
• ความมั่นคงนิวเคลียร์:
ปากีสถานเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ เพียงประเทศเดียวในโลกมุสลิม การถูกบีบให้ทำสงคราม ในขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศกำลังล่มสลาย สร้างความกังวลให้แก่ประชาคมโลกว่า "ปุ่มนิวเคลียร์" จะมีความปลอดภัยเพียงใด หากโครงสร้างรัฐปากีสถานเกิดการสั่นคลอน
• โดมิโนผู้ลี้ภัยและการก่อการร้าย:
การขับไล่ชาวอัฟกัน 2.8 ล้านคนออกจากปากีสถาน ท่ามกลางภาวะสงคราม จะสร้างวิกฤตมนุษยธรรมครั้งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 21 และเป็นโอกาสทองให้กลุ่ม ISIS-K ขยายอิทธิพลแทรกซึมไปทั่วภูมิภาค รวมถึงอาเซียนและไทย ที่อาจต้องเผชิญกับผลกระทบด้านความมั่นคงทางอ้อม
• จีนและความระแวงใจ:
จีนลงทุนในปากีสถานผ่านโครงการ CPEC มหาศาล ความวุ่นวายนี้กำลังขัดขวางเส้นทางยุทธศาสตร์ของปักกิ่ง หากปากีสถานเพลี่ยงพล้ำ จีนอาจต้องเข้ามามีบทบาทในลักษณะ "ตำรวจโลก" ในเอเชียใต้ ซึ่งจะสร้างความไม่พอใจให้กับอินเดียและสหรัฐฯ
4. สหรัฐฯ-อิหร่าน:
ตัวแปรแทรกซ้อนที่อันตราย
ความน่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ จังหวะเวลา (Timing) ในขณะที่สหรัฐฯ เตรียมกดดันหรือโจมตีอิหร่าน อิหร่านเองก็มีพรมแดนติดกับทั้งปากีสถาน และอัฟกานิสถาน หากอิหร่านถูกโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ภูมิภาคนี้จะกลายเป็น "สุญญากาศแห่งอำนาจ" ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กลุ่มติดอาวุธต่างๆ จะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ การประสานงานระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถาน เพื่อปราบปรามการก่อการร้ายจะเป็นศูนย์ทันที
บทสรุป:
โลกต้องเตรียมรับมือสถานการณ์ที่เส้นดูรันด์ในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยหรือชาวโลก
หากปากีสถานและอัฟกานิสถาน ไม่สามารถตกลงกันได้ผ่านตัวกลางอย่างซาอุดีอาระเบีย หรือกาตาร์ เราอาจได้เห็นการล่มสลายของเสถียรภาพในเอเชียใต้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน เส้นทางการค้า และความมั่นคงปลอดภัยจากการก่อการร้ายสากล
ในฐานะนักวิเคราะห์มองว่า โลกต้องกดดันให้เกิด "พื้นที่ปลอดภัย" และการเจรจาโดยด่วน ก่อนที่ความแค้นส่วนตัวระหว่างกลุ่มอำนาจ จะกลายเป็นสงครามใหญ่ที่ไม่มีใครชนะ และทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังของเอเชียใต้ทั้งภูมิภาค