รายชื่อ 6 คน ถูก กกต.แจ้งเอาผิด ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง เมื่อ 22 ก.พ.
26 ก.พ. 2569
เปิดรายชื่อ 6 คน ถูก กกต.แจ้งความเอาผิดหลายข้อหาหนัก ปมถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งเมื่อ 22 ก.พ. 69 เพื่อนำไปถอดรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
ข่าว
26 ก.พ. 2569
เปิดรายชื่อ 6 คน ถูก กกต.แจ้งความเอาผิดหลายข้อหาหนัก ปมถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งเมื่อ 22 ก.พ. 69 เพื่อนำไปถอดรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
26 กุมภาพันธ์ 2569 ความคืบหน้ากรณีที่วานนี้ (25 ก.พ.) กกต.มอบหมายให้ นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดี กับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัส คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 ก.พ.นั้น
ล่าสุดมีรายงานว่า ผู้ที่ถูกทาง กกต.แจ้งความดำเนินคดีนั้นมี จำนวน 6 คน ประกอบไปด้วย
1.นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม
2.นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain
3.นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In แกะดำทำธุรกิจ blacksheep
4.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง
5.นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน
6.ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar
ซึ่งความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าว บัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรง โดยตามมาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.2560 กำหนดว่าผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือกรรมการที่ กกต. แต่งตั้ง ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือเพื่อให้การเลือกตั้งและเป็นได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้กระทำต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทรวมทั้งจำทั้งปรับ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใดๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี
ส่วนมาตรา 209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นอั้งยี่ บัญญัติว่าผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000
มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม เท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
