"หมอวาโย" พร้อมทีมกฎหมาย ปชน. ฟ้อง 9 กกต. 3 ข้อหา
26 ก.พ. 2569
"หมอวาโย" พร้อมทีมกฎหมาย ปชน. ยื่นศาลอาญาคดีทุจริตฯ ฟ้อง 9 กกต. 3 ข้อหา จัดการเลือกตั้งไม่สุจริต เทียบเคียงคำพิพากษาปี 2549 เผยเตรียมพยานเด็ดเข้าให้ถ้อยคำ
ข่าว
26 ก.พ. 2569
"หมอวาโย" พร้อมทีมกฎหมาย ปชน. ยื่นศาลอาญาคดีทุจริตฯ ฟ้อง 9 กกต. 3 ข้อหา จัดการเลือกตั้งไม่สุจริต เทียบเคียงคำพิพากษาปี 2549 เผยเตรียมพยานเด็ดเข้าให้ถ้อยคำ
26 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงเช้าวันนี้ นายวาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมนายนิธิ ละเอียดดี ทนายความของพรรคประชาชน เดินทางมาที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อยื่นฟ้องคณะกรรมการ กกต.ทั้ง 7 คน รวมถึง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และนายวรวงศ์ อนันเจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง รวม 9 คน กรณีการจัดการเลือกตั้งปี 2569
นายวาโย ระบุว่า วันนี้มายื่นฟ้องในความผิดตาม ม.157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ , พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ม.69 และ พ.ร.ป.สส. ม.96 ประกอบมาตรา 164 โดยตอนนี้ ศาลได้เลขรับเลขคดีแล้ว และมีคำฟ้อง 24 หน้า ยังไม่รวมเอกสารท้ายฟ้อง โดยศาลนัดฟังคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องหรือไม่ในวันที่ 24 มี.ค.2569
ถ้าศาลมีคำสั่งรับฟ้อง หรือให้แก้ไข ก็จะไต่สวนมูลฟ้องต่อไป และเชื่อว่าจะอยู่ในกรอบระยะเวลา 45-60 วัน
ทั้งนี้ เชื่อว่า มีข้อเท็จจริงปรากฏจำนวนมาก อย่างคดีตัวอย่าง กรณีของ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องในการเลือกตั้งเมื่อปี 2549 มีคำพิพากษาฎีกาออกมาปี 2558 ซึ่งทีมกฎหมายได้ศึกษาคำพิพากษาโดยละเอียดและนำมาปรับใช้ร่วมกัน และเห็นว่าคดีนั้น ศาลลงโทษความผิด พ.ร.ป.กกต. ม.24 ประกอบ ม.42 ซึ่งเทียบเคียงกับ พ.ร.ป.กกต.ม.69 ที่เราฟ้องไป ซึ่งนักกฎหมายอาจจะกังวลเรื่อง ม.157 มีลักษณะที่มีความเป็นพิเศษนอกจากแสดงเจตนาโดยทั่วไปแล้ว โจทก์หรือประชาชนฟ้องคดีเองไม่ใช่อัยการ จะต้องทำการสืบให้ถึงเจตนาพิเศษที่ซ่อนเร้นความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใดด้วย จึงยอมรับว่า ไม่ง่าย
ดังนั้น จึงไม่ได้ฟ้องแค่ 157 อย่างเดียว แต่ฟ้องมาตราอื่นด้วย เพราะกฎหมายเขียนชัดว่า ถ้าเป็นคณะกรรมการ , เลขาธิการ และ ผอ.ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อว่า พ.ร.ป.กกต.ม.69 จะใช้รองรับความผิดได้อีกชั้น ซึ่งคงต้องรอดูว่าจะไต่สวนมีผลเป็นอย่างไร และเชื่อว่าคดีนี้คงใช้ระยะเวลาต่อสู้กันยาวนาน
ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ มีหลายส่วนมายื่นฟ้อง กกต.ไปแล้วมองว่าจะเป็นการฟ้องซ้ำซ้อนหรือไม่ นายวาโย มองว่า การรวมสำนวนเป็นดุลพินิจของศาล แต่ไม่ใช่การฟ้องซ้ำซ้อนแน่นอน เพราะโจทก์เป็นคนละคนกัน
นายวาโย ยังอธิบายคำฟ้องและพฤติการณ์คร่าว ๆ ของคดีให้ฟังด้วยว่า ในคดีนี้
ซึ่งหากเทียบเคียงคดีกรณีปี 2549 นั้น คำพิพากษาฎีกาให้แนวทางไว้แล้วว่า การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และมีการกระทำที่กระทบต่อสิทธิของประชาชนเป็นวงกว้าง ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนถือว่าเป็นผู้เสียหายตามนิตินัย ส่วนความเสียหายต่างๆของโจทก์ที่ 2-4 คือการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ว่าการเลือกตั้งจะต้องเป็นไปโดยตรงและลับ และยังอยู่ในกฎหมายอีกหลายฉบับ
ส่วนของนิติบุคคล มีความเสียหายทางเศรษฐกิจด้วย เพราะพรรคการเมืองมีวัตถุประสงค์ที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง เพื่อส่งผู้แทนราษฎรลงเลือกตั้ง เสนอนโยบายให้ประชาชนเลือกเข้าไปปฏิบัติหน้าที่มีค่าใช้จ่าย มีการใช้บุคลากรจำนวนมากก็มีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต และเที่ยงธรรม
ยืนยันว่า พรรคประชาชนไม่ได้ดำเนินการล่าช้า แต่คดีนี้มันยาก และมีข้อเท็จจริงใหม่ ๆเกิดขึ้นแทบจะทุกวัน เดิมตนเองรอเหตุการณ์วันที่ 22 ก.พ.เรื่องบัตรเลือกตั้งใหม่ก่อนว่าหน้าตาเป็นอย่างไร และนำข้อเท็จจริงนี้มาเขียนคำฟ้องทั้งหมด ให้แยกการลงโทษ โดยไม่ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียว
ซึ่งกรณีการประกาศรับรอง สส.เขต ที่ใช้เวลาเพียง 17 วัน หลังการเลือกตั้ง และหลังนับคะแนนใหม่ 3 วัน ถือเป็นอาการที่ดูเร่งรีบ เพื่อให้หน้าที่ของตัวเองพ้นไป เลยต้องเขียนคำฟ้องส่วนนี้เพิ่มเติมไปด้วย
ส่วนที่ กกต.แจ้งความที่กองปราบปรามเอาผิดภาคประชาชนนั้น นายวาโย มองว่า ตนเองก็จะมีการแก้คำฟ้องเพิ่มเติมส่วนนี้ภายในกรอบระยะเวลา 15 วัน หรือภายในกรอบระยะเวลาที่ศาลอนุญาต หากมีข้อเท็จจริงอะไรที่มีความจำเป็นเพิ่มขึ้นมาและสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมองว่า การที่ กกต.ไปแจ้งความประชาชนเอาผิด แต่กลับไม่ตั้งคณะกรรมการตามอำนาจของตัวเองในการไต่สวนเรื่องดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า กกต.เลือกปฏิบัติ ซึ่งจะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงแนวทางในคำพิพากษาปี 2549 และมองว่า การแจ้งความของ กกต.เป็นการฟ้องปิดปาก
ยอมรับว่า ตอนนี้ยากมากที่ภาคประชาชนจะทำอะไรกับองค์กรอิสระได้ หรือถอดถอนได้ โดยทางนายพริษฐ์ ได้มีการยกร่าง พ.ร.ป.แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าสภาเปิดพรรคประชาชนจะยื่นทันที ไม่ใช่แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่แก้ไขรายมาตราที่สามารถทำได้
ทั้งนี้ ทีมกฎหมายได้ทำบัญชีพยานและชี้ช่องพยานด้วย โดยการให้เชิญพยานหลายท่าน ทั้งนักกฎหมายอยู่ในหน้าสื่อ อย่าง อ.วิษณุ เครืองาม และบริษัทที่พิมพ์บัตร ทั้ง 3 บริษัท และสัญญาจ้างทั้ง 2 ครั้ง ทีโออาร์ ต้นขั้ว และดราฟที่พิมพ์บัตร เพื่อดูว่า บาร์โค้ดคิวอาร์โค้ด โผล่มาที่ดราฟไหน และรายงานการประชุมของ กกต.ด้วย เพื่อนำมาใช้ประกอบพยานหลักฐานในคดี
