ด้าน น.ส.นันทนา กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประเทศไทย นับจากปี 2500 เป็นต้นมา นอกจากสกปรกเลอะเทอะแล้ว การจัดการก็ยังสกปรกไม่เป็นระบบ มีบัตรเขย่งรวมถึงมีการทำคะแนนที่ยาวนาน เรายังไม่สามารถทราบได้ว่า ผลการเลือกตั้งที่แท้จริงเป็นอย่างไร แต่ทางซีกพรรคการเมือง ที่เขาได้เสียงข้างมาก ก็ไปจัดตั้งรัฐบาลกันแล้ว ทั้งที่ผลการเลือกตั้งยังมีปัญหา
จากที่ทราบขณะนี้ มีกรณีที่ไม่ปกติมาร้องเรียนที่ กกต.ถึง 5,000 คดี ถือว่าเป็นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกทั้งการนับคะแนนยังไม่เรียบร้อย มีบัตรเขย่ง มีปัญหาการซื้อเสียงทั่วราชอาณาจักร กกต. จับไม่ได้แม้แต่รายเดียว จึงเป็นการเลือกตั้งที่เละเทะที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งยังมีปัญหาในเรื่องของการนับคะแนนมากมายที่ไม่ตรงกัน ยอดของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง กับยอดของคะแนนที่ผู้ได้รับคะแนนนั้น ได้รับสูงกว่าผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง เป็นไปได้อย่างไร นั่นคือการเติมบัตรเข้าไป
น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ในกรณีที่หนักสาหัสที่สุดคือกรณีบาร์โค้ด ถ้าทำเพื่อที่จะรักษาความถูกต้องตรวจสอบว่า เป็นบัตรปลอมหรือไม่ เขาจะไม่ทำ 1 ต่อ 1 แต่จะทำเป็นเล่ม บาร์โค้ด 1 ชุดต่อ 1 เล่ม 20 ใบ เลขท้ายที่อยู่ในบัตรเราสแกนออกมาจะตรงกัน 20 ใบ หมายความว่ามาจากเล่มเดียวกัน ก็ตรวจสอบได้ว่าบัตรไม่ปลอม แต่การทำบาร์โค้ดให้ตรง 1 ต่อ 1 จะทราบทันทีว่า คนที่กาเลือกใคร เป็นสิทธิของผู้เลือก ไม่ควรรู้ว่าเขาเลือกใคร ขัดกับรัฐธรรมนูญ และยังขัดกับหลักปฏิญญาสิทธิมนุษยชนข้อ 20 (3) การเลือกตั้งต้องเป็นความลับเฉพาะผู้ที่ใช้สิทธิเลือกเท่านั้น ผิดทั้งหลักสากลและรัฐธรรมนูญ
นี่คือปัญหาว่า ทำไมเราจึงปล่อยให้การเลือกตั้งครั้งนี้ดำเนินต่อไปไม่ได้ เพราะตราบใดที่บาร์โค้ดยังปรากฏอยู่ที่ในบัตรเลือกตั้งของเรา เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ใครจะไปสแกนบัตรเลือกตั้งของเรา แล้วตรวจกับต้นฉบับ ซึ่งเก็บอยู่ที่เดียวกัน ตามระเบียบของ กกต. ข้อ 183 บอกว่า บัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วเก็บอยู่ที่เดียวกัน และจะไม่เจอกันได้อย่างไร เมื่อเจอกันแล้วหายนะจะเกิดตรงที่ เมื่อมีคนเข้าถึงว่าเราเลือกใคร อาจจะมีใครบางคนที่เดินไปเคาะประตูบ้านแล้วบอกว่า รู้นะว่าคุณเลือกใคร ฉะนั้น พฤติกรรมการเลือกตั้งจะเปลี่ยนไปหมด บัตรเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นอันตรายที่สุด
การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเป็นโมฆะ และทำลายบัตรเลือกตั้งชุดนี้ไม่ให้เหลือซาก เพราะคนเลือกตั้งกำลังอกสั่นขวัญแขวน ทำไปแล้วมีคนรับรู้และมีผลต่อชีวิตอย่างไร ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน และเอกสิทธิ์ของประชาชนถูกทำลายไป
เมื่อถามว่า จะใช้เวลาเข้าชื่อและยื่นต่อประธานวุฒิสภา ได้ภายในเวลาเท่าใด น.ส.นันทนา กล่าวว่า จะทำให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ตนขอเรียกร้อง สว.อิสระ สว.เสียงข้างน้อย ให้เห็นแก่อนาคตของประเทศและการเมืองไทย ให้ร่วมลงชื่อดังกล่าว ซึ่งตนมองว่าเป็นประเด็นสำคัญ เพราะกรณีที่สามารถตรวจสอบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถลงคะแนนเลือกบุคคลใด จะทำให้เกิดความเดือดร้อนได้ อย่างไรก็ดีตนคาดหวังว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วยความเป็นกลาง
“หากมีพรรคการเมืองที่เข้าถึงชุดข้อมูลของการเลือกตั้งได้ จะสามารถคุมเลือกตั้งในประเทศได้ทุกระดับ ทั้ง สส. สว. อบต. เทศบาล เพราะสามารถรู้ได้ว่า ใครเลือกอย่างไร ซึ่งจะทำให้ผลเลือกตั้งมีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ดังนั้น จะพยายามเร่งรวบรวมรายชื่อ เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด ส่วนที่กรณีที่การเข้าชื่อ รวมถึงยื่นศาลรัฐธรรมนูญ แต่การวินิจฉัยไม่ทันก่อนที่ กกต.รับรองผลเลือกตั้งนั้น มองว่าไม่เป็นไรเพราะหากผลพิจารณาว่า จัดการเลือกตั้งไม่ชอบ จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ” น.ส.นันทนา กล่าว
เมื่อถามว่า กรณีข้อครหาของการเลือกตั้งหาก กกต.เร่งรับรองผลก่อนมีคำตัดสินจะมีผลกระทบตามมาอย่างไรต่อสภาฯ หรือการจัดตั้งรัฐบาล น.ส.นันทนา กล่าวว่า กรณีที่พรรคที่ได้อันดับหนึ่ง เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ถือเป็นการชิงความได้เปรียบ ซึ่งตามมารยาทควรรอให้ กกต. มีข้อยุติและประกาศรับรองผลการเลือกตั้งก่อน แต่ขณะนี้คะแนนยังไม่นิ่ง ประชาชนมีข้อสงสัย อีกทั้งคะแนนยังประกาศไม่ได้ การเร่งรัดชิงจัดตั้งรัฐบาลทำให้คิดได้ว่า เป็นกระบวนการสมคบคิดกันหรือไม่ จึงอยากได้คำตอบจาก กกต. และแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการรับหนังสือและตอบคำถามสื่อมวลชน น.ส.นันทนา และคณะ ได้ร่วมกันแสดงสัญลักษณ์ชู 2 นิ้ว เป็นสัญลักษณ์วิคตอรี่ พร้อมระบุว่า “สู้อีกสักตั้ง” ทั้งนี้ก่อนหน้านั้น เมื่อ ส.ค. 68 น.ส.นันทนา ได้พยายามเข้าชื่อกันเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ให้ถอดถอน สว. 136 คน เพื่อยุติกระบวนการแต่งตั้งองค์กรอิสระ เนื่องจากที่มีประเด็นถูกตรวจสอบที่มาจากการเลือกกันเองที่ไม่สุจริต หรือมาโดยกระบวนการฮั้ว แต่ไม่สำเร็จเพราะมี สว.ร่วมลงชื่อไม่ถึง 1 ใน 10