โจทย์ใหญ่ของ กกต. จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า "เบิกจ่ายงบไปเท่าไหร่" แต่อยู่ที่ว่า "จ่ายไปแล้วเกิดผลสัมฤทธิ์ที่คุ้มค่าแค่ไหน" และกระบวนการกลั่นกรองก่อนอนุมัตินั้น มีความรัดกุมเพียงพอหรือไม่
เมื่อสังคมเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของเงินภาษี สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ "ปฏิกิริยา" ขององค์กรเจ้าของงบประมาณ ว่าจะเลือกรับฟังเพื่อแก้ไข หรือเลือกใช้อำนาจเพื่อโต้ตอบ?
🔵[มาตรฐานที่ย้อนแย้ง: เก่งจับผิดคนอื่น แต่ลืมตรวจสอบตัวเอง?]
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ถาโถม ปฏิกิริยาตอบกลับของ กกต. กลับเลือกที่จะใช้ยาแรงอย่างการประกาศนโยบายต้านข่าวปลอม (Fake News) และเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้ที่บิดเบือนข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่าเป็นอำนาจหน้าที่ที่พึงกระทำเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย
แต่ในมุมของการบริหารจัดการความเชื่อมั่น การที่องค์กรแสดงท่าทีขึงขังในการตรวจสอบคนภายนอก แต่กลับดูเหมือนจะ "อะลุ่มอล่วย" กับข้อผิดพลาดภายในบ้านของตัวเอง อาจสร้างความรู้สึก "ย้อนแย้ง" ในสายตาประชาชน เปรียบเสมือนหัวหน้างานที่เข้มงวดจับผิดลูกน้อง แต่พองานตัวเองพลาดกลับมองไม่เห็น หรือเลือกที่จะเงียบหายไป
🔵[ถึงเวลา "รีโนเวท" ระบบความคิด?]
ปรากฏการณ์สะสมตั้งแต่วันเลือกตั้ง บาร์โค้ด จนถึงคลิปวิดีโอล่าสุด กำลังบอกเราว่า โลกยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่ความถูกต้องตามระเบียบสารบรรณ แต่ต้องการ "ประสิทธิภาพ" และ "ความจริงใจ" ควบคู่กันไป
สิ่งที่เราควรช่วยกันขบคิดต่อไป คือ ในวันที่เทคโนโลยีบีบให้ทุกอย่างต้องโปร่งใสและรวดเร็ว เราจะออกแบบกลไกของรัฐอย่างไร ให้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียง 'ผู้คุมกฎ' มาเป็น 'ผู้ให้บริการ' ที่เข้าใจโจทย์ของประชาชน และใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดเป็น 'ดอกผล' ที่จับต้องได้อย่างแท้จริง?"