svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : จากบาร์โค้ดถึงคลิปมาช้า: เจาะปม กกต. งบพันล้านกับผลลัพธ์ที่สวนทาง?

17 ก.พ. 2569

ช่วงนี้ดูเหมือนมรสุมลูกใหญ่จะพัดกระหน่ำองค์กรอิสระอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แบบไม่ให้พักหายใจ ตั้งแต่ข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง 

ประเด็นร้อนเรื่องบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งที่สร้างคำถามถึงความปลอดภัยด้านข้อมูลของผู้มาใช้สิทธิ มาจนถึงล่าสุด ที่ Nation Story แอบเอ๊ะอยู่ในใจ เมื่อคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์การลงทะเบียนผู้ไม่ไปใช้สิทธิฯ เพิ่งถูกโพสต์บนเพจของ กกต. (16 ก.พ.69) จนกลายเป็นการตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า "มาช้าไปไหม?"

 

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นถึง "รอยร้าว" ของระบบการทำงาน เมื่อวิธีคิดแบบราชการต้องมาปะทะกับความรวดเร็วของโลกดิจิทัล 

 

🔵[ไทม์ไลน์ที่ผิดเพี้ยน: เมื่อ “สาร” เดินทางมาหลัง “ตลาดวาย”]

 

หัวใจสำคัญของการสื่อสารในยุคนี้คือ "ความสดใหม่และทันเวลา" (Real-time Communication) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับคลิปประชาสัมพันธ์เรื่อง “การแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ์” กลับตาลปัตร เมื่อเนื้อหาถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงที่ พ้นกำหนดเวลา ตามกฎหมายไปแล้ว

 

เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน เหมือนเพื่อนส่งการ์ดเชิญงานแต่งงานมาให้ในวันที่บ่าวสาวบินไปฮันนีมูนกันเรียบร้อยแล้ว ต่อให้การ์ดนั้นจะออกแบบมาสวยหรูหรือใช้คนดังมาเชิญชวนแค่ไหน แต่มันก็แทบไม่มีประโยชน์ใดๆ ในทางปฏิบัติ เพราะ "ตลาดวาย" ไปแล้ว

 

ซ้ำร้าย สถานการณ์ยิ่งดูไม่จืดเมื่อมีผู้สังเกตเห็นร่องรอยการแก้ไขเวลาโพสต์ (Backdate) ย้อนหลัง สิ่งนี้ชวนให้ตั้งข้อสงสัยว่า นี่คือความพยายามที่จะ "แก้ไขงานเพื่อประชาชน" หรือเพียงแค่ต้องการ "แก้ไขตัวเลข" ให้ผ่านเกณฑ์ประเมิน (KPI) ตามระเบียบราชการกันแน่?

 

และเมื่อผลลัพธ์ของงานผิดพลาดเรื่องเงื่อนเวลาอย่างชัดเจน คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เม็ดเงินที่ถูกใช้จ่ายไปกับกระบวนการที่ล่าช้านี้ ยังจะเรียกว่า "คุ้มค่า" ได้อยู่หรือไม่?

🔵[โจทย์เรื่องความคุ้มค่า: งบพันล้านกับผลลัพธ์ที่จับต้องไม่ได้]

 

เมื่อธงคำตอบเรื่องเวลาคือ "สอบตก" ประเด็นที่ตามมาติดๆ คือเรื่องของ "งบประมาณ" ภายใต้วงเงินจัดการเลือกตั้งกว่า 7,800 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงงบประชาสัมพันธ์และการจ้างผลิตสื่อ ในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีย่อมมีสิทธิ์ถามหา ความคุ้มค่าในการลงทุน

 

การดึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาช่วยกระจายข่าวสารเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้องตามตำราการตลาด แต่ตำราหน้าเดียวกันก็ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องเป็น "Right Content at the Right Time" หากคอนเทนต์ดีแต่ปล่อยผิดเวลา หรือเลือกช่องทางที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการ "ทุ่มงบซื้อป้ายโฆษณาบิลบอร์ดขนาดยักษ์ แต่ดันไปติดตั้งในซอยตันที่ไม่มีคนเดินผ่าน"

โจทย์ใหญ่ของ กกต. จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า "เบิกจ่ายงบไปเท่าไหร่" แต่อยู่ที่ว่า "จ่ายไปแล้วเกิดผลสัมฤทธิ์ที่คุ้มค่าแค่ไหน" และกระบวนการกลั่นกรองก่อนอนุมัตินั้น มีความรัดกุมเพียงพอหรือไม่

 

เมื่อสังคมเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของเงินภาษี สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ "ปฏิกิริยา" ขององค์กรเจ้าของงบประมาณ ว่าจะเลือกรับฟังเพื่อแก้ไข หรือเลือกใช้อำนาจเพื่อโต้ตอบ?

 

🔵[มาตรฐานที่ย้อนแย้ง: เก่งจับผิดคนอื่น แต่ลืมตรวจสอบตัวเอง?]

 

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ถาโถม ปฏิกิริยาตอบกลับของ กกต. กลับเลือกที่จะใช้ยาแรงอย่างการประกาศนโยบายต้านข่าวปลอม (Fake News) และเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้ที่บิดเบือนข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่าเป็นอำนาจหน้าที่ที่พึงกระทำเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

 

แต่ในมุมของการบริหารจัดการความเชื่อมั่น การที่องค์กรแสดงท่าทีขึงขังในการตรวจสอบคนภายนอก แต่กลับดูเหมือนจะ "อะลุ่มอล่วย" กับข้อผิดพลาดภายในบ้านของตัวเอง อาจสร้างความรู้สึก "ย้อนแย้ง" ในสายตาประชาชน เปรียบเสมือนหัวหน้างานที่เข้มงวดจับผิดลูกน้อง แต่พองานตัวเองพลาดกลับมองไม่เห็น หรือเลือกที่จะเงียบหายไป

 

🔵[ถึงเวลา "รีโนเวท" ระบบความคิด?]

 

ปรากฏการณ์สะสมตั้งแต่วันเลือกตั้ง บาร์โค้ด จนถึงคลิปวิดีโอล่าสุด กำลังบอกเราว่า โลกยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่ความถูกต้องตามระเบียบสารบรรณ แต่ต้องการ "ประสิทธิภาพ" และ "ความจริงใจ" ควบคู่กันไป

 

สิ่งที่เราควรช่วยกันขบคิดต่อไป คือ ในวันที่เทคโนโลยีบีบให้ทุกอย่างต้องโปร่งใสและรวดเร็ว เราจะออกแบบกลไกของรัฐอย่างไร ให้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียง 'ผู้คุมกฎ' มาเป็น 'ผู้ให้บริการ' ที่เข้าใจโจทย์ของประชาชน และใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดเป็น 'ดอกผล' ที่จับต้องได้อย่างแท้จริง?"