กกต.อ่วม รวมมิตรคดี "โมฆะ" เลือกตั้งคาใจ พิสูจน์ได้จาก "คิวอาร์โค้ด" กกต.?
17 ก.พ. 2569 | natthanan_chu

กกต.อ่วม รวมมิตรคดี "โมฆะ" เลือกตั้งคาใจ พิสูจน์ได้จาก "คิวอาร์โค้ด" กกต.? เลือกตั้งโมฆะ ระวังเจอ “โมฆะวิถี การเมือง”
ข่าว
17 ก.พ. 2569 | natthanan_chu

กกต.อ่วม รวมมิตรคดี "โมฆะ" เลือกตั้งคาใจ พิสูจน์ได้จาก "คิวอาร์โค้ด" กกต.? เลือกตั้งโมฆะ ระวังเจอ “โมฆะวิถี การเมือง”
17 กุมภาพันธ์ 2569 การดำเนินการทางกฎหมายต่อ กกต. เกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะประเด็น "บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ด" และ "การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ" มีการเคลื่อนไหวและยื่นฟ้อง “สารพัดศาล - สารพัดข้อหา และ สารพัดองค์กร”
- “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ภัทรพงศ์ ศุภอักษร ยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและส่งเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็น "โมฆะ" หรือไม่ เนื่องจากบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ด ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่ระบุว่าการลงคะแนนต้องเป็น "ความลับ" เพราะโค้ดดังกล่าวอาจใช้สืบย้อนกลับไปหาตัวผู้ลงคะแนนได้
"มีผู้ยื่นฟ้องอย่างน้อย 3 ราย"
-รายที่ 1 ทนายธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย ยื่นฟ้องต่อ ศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จัดเลือกตั้งใหม่โดยใช้บัตรที่ไม่มีรหัสติดตามตัว และขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการประกาศรับรองผล สส. ไว้ก่อน
- รายที่ 2 นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด กล่าวหา กกต.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบจากการจัดพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรสีชมพูและสีเขียว ซึ่งขัดต่อหลักการลงคะแนนลับ
- รายที่ 3 ทนายสกลชัย ลิมป์สีสวรรค์ ทนายความอิสระ และพวก ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ให้ศาลวินิจฉัยว่าบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด เป็นบัตรเสีย เนื่องจากขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 ที่ระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง”
- คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.พรรคประชาชน เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ กกต. ทั้ง 7 คน รวมถึงเลขาธิการ กกต. และ กปน. บางหน่วย
- ข้อหาจัดการเลือกตั้งที่สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต หรือการที่ กกต. แถลงข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ประชาชนพบเห็นในหน่วยเลือกตั้ง เช่น ประเด็นการขนหีบบัตร หรือบัตรเขย่ง
- พรรคประชาชน ยื่นหนังสือด่วนที่สุดถึง กกต. ให้เร่งสอบสวนและสั่งปลด กปน. ที่ให้ข้อมูลเท็จแก่ประชาชนในวันเลือกตั้งล่วงหน้า และจี้ให้ กกต. ชี้แจงเรื่องระบบความปลอดภัยของบาร์โค้ดบนบัตร หากไม่ดำเนินการ พรรคระบุว่าจะดำเนินการตาม มาตรา 157 เช่นกัน
- พรรคอื่นๆ เช่น พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชาติ (ประกาศว่าจะดำเนินการทางกฎหมาย แต่ยังไม่ได้ยื่นฟ้อง)
ยังมีความย้อนแย้งในบางกรณี ระหว่างฝ่ายที่ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า การเลือกตั้งน่าจะมีการทุจริต หรือโกงกันอย่างมโหฬาร และเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะกระบวนการลงคะแนนไม่เป็นความลับ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้โดย “คิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด”
แต่ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นว่า ข้อสงสัยบางข้อของพรรคการเมืองบางพรรค หรือนักการเมืองบางคน จะถูกพิสูจน์ได้ ต้องใช้เทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับของ กกต.เท่านั้น
1.คะแนนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรจากมาเลเซีย พรรคประชาชาติแพ้ภูมิใจไทยได้อย่างไร
- พรรคประชาชาติเรียกร้องอย่างไม่เป็นทางการว่า ต้องการให้ กกต.ตรวจสอบว่า บัตรเลือกตั้งที่นำมานับคะแนน แล้วภูมิใจไทยชนะ เป็นบัตรล็อตเดียวกับที่ส่งไปมาเลเซียจริงหรือไม่ หรือนำบัตรอื่นมาสวม
**การจะพิสูจน์ข้อกล่าวหานี้ มีแนวโน้มต้องใช้การตรวจสอบบัตรเลือกตั้งย้อนกลับ ว่าถูกส่งไปจากที่ไหน ต้นขั้วตรงกับบัตรที่ถูกฉีกหรือไม่ และใช่บัตรที่ลงคะแนนจริงจากประเทศมาเลเซีย ในการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรหรือไม่
2. บางเขตเลือกตั้งในภาคอีสาน คนที่เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต เลือกพรรคประชาชน แต่เมื่อบัตรเลือกตั้งถูกส่งไปในเขต และในหน่วยเลือกตั้งที่ผู้มีสิทธิ์มีภูมิลำเนา คะแนนของพรรคประชาชนกลับเป็น 0 คือไม่มีใครเลือก
- พรรคประชาชนต้องการให้ตรวจสอบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต ว่าบัตรของแฟนคลับคนที่ว่านี้ หายไปไหน ทำไมไม่ถูกนับ
**การจะพิสูจน์ข้อกล่าวหานี้ได้ มีแนวโน้มต้องใช้การตรวจสอบบัตรเลือกตั้งย้อนกลับ โดยเทียบคิวอาร์โค้ด trace (หาร่องรอย) ไปให้ถึงต้นขั้ว และยืนยันตัวบุคคลที่ลงคะแนน / ซึ่งก็เท่ากับเป็นการใช้ระบบที่ กกต.วางไว้และกำลังถูกตั้งคำถามนั่นเอง
โดยการตรวจสอบด้วยระบบนี้ ไม่จำเป็นต้องเปิดบัตรดูก็ได้ว่า แฟนคลับพรรคส้มคนนี้เลือกพรรคไหน (เพราะไม่ใช่สาระสำคัญ) แต่ตรวจย้อนกลับเพื่อดูว่า บัตรใบนี้ ซีเรียลนัมเบอร์นี้ คิวอาร์โค้ดนี้ สูญหายไป หรือถูกทิ้งไปแล้ว หรือถูกส่งไปนับจริงๆ แต่มีความผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น
มีอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ผลทางการเมืองที่จะเกิดตามมาจากการเคลื่อนไหวกดดันให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จนฝุ่นตลบอยู่ในขณะนี้
1.หากปัญหานี้บานปลาย มีม็อบหรือการชุมนุมประท้วงขยายวง แต่ไม่สามารถหาทางออกที่เหมาะสมได้ แม้จะมีการฟ้องศาล แต่ก็ไม่มีใครเชื่อคำตัดสิน
**สุดท้ายอาจเปิดช่องให้อำนาจพิเศษเข้าแทรกแซงอีกครั้งหรือไม่
**ต้องไม่ลืมว่า หลังการเลือกตั้งเป็นโมฆะเมื่อปี 49 และปี 57 มีการรัฐประหารตามมาทั้งสองครั้ง
2.หากปัญหาไม่บานปลายไปถึงขั้นมีอำนาจนอกระบบเข้าแทรก แต่จู่ๆ กกต.เกิดถอดใจลาออก หรือมี “มือที่มองไม่เห็น” สั่งให้ลาออก อาจจะบางส่วน หรือทั้งหมด โดยมีผลทำให้ กกต.ทำงานไม่ได้
**การเมืองจะติดล็อกหรือไม่ อย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง เพื่อรอการสรรหา กกต.ชุดใหม่ให้เข้าทำหน้าที่ได้
**คนที่ได้ประโยชน์คือ รัฐบาลอนุทิน (ชุดรักษาการ) ที่จะอยู่ยาว ได้รักษาการยาว
3.หากเกิดเหตุการณ์ ไม่ว่าจะข้อ 1 หรือ ข้อ 2 ผลกระทบที่จะตามมาคือ ความเชื่อมั่นของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ
**ต้องไม่ลืมว่า ทันทีที่ผลการเลือกตั้งออกมา และภูมิใจไทยได้ สส.เกือบ 200 ที่นั่ง ทำให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนเชื่อว่า จะได้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีเสถียรภาพ ทำให้หุ้นดีดขึ้นตลอดสัปดาห์
**แต่หากความแน่นอน กลายเป็นความไม่แน่นอน ย่อมกระทบกับเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง
ฉะนั้นทุกฝ่ายควรรีบหาทางออกของปัญหานี้โดยด่วน
สังคมไทยกำลังอยู่ในบรรยากาศ “จักรวาลคู่ขนาน” กล่าวคือ สองขั้วความคิดทางการเมือง และ “ด้อม” ของทั้งสองขั้ว ต่างอยู่ในห้องเสียงสะท้อนคนละห้อง
- ในขณะที่ด้อมส้ม และกลุ่มต้านรัฐบาล ต้านค่ายสีน้ำเงิน กำลังขะมักเขม้นเคลื่อนไหวรุมถล่ม “เลือกตั้งโมฆะ” จินตนาการ “ล้วงตับ” จากบัตรเลือกตั้ง
- อีกด้านหนึ่ง กลุ่มไม่เอาส้ม ก็กำลังสนุกสนานกับการจับผิด บริษัท Spectre C ซึ่งทางพรรคประชาชนอ้างว่าเป็นบริษัทผลิตสื่อของพรรค มีการว่าจ้างถูกต้อง แต่กลับถูกแฉจาก “แก้วตา” ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม.ของพรรค ที่ขัดแย้งกันอย่างหนักภายหลังไม่ได้รับเลือกให้ “ไปต่อ” โดยกล่าวหาว่า บริษัทแห่งนี้ แท้ที่จริงแล้วเป็นทำไอโอ หรือ ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารให้กับพรรคส้ม ทั้งๆ ที่พรรคแสดงท่าทีรังเกียจไอโอมาตลอด โดยเฉพาะไอโอของกองทัพ
ในห้วงที่สังคมด้านเปิดกำลังวิจารณ์กันอย่างหนักเรื่อง “เลือกตั้งล้วงตับ” เราได้รวบรวมความเคลื่อนไหวอีกด้านที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน และมีข้อสงสัย ข้อกล่าวหา “ล้วงตับ” เช่นกัน มาสรุปให้เห็นจักรวาลคู่ขนานในสังคมการเมืองไทย
1. ข้อกล่าวหาเรื่องการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO
- อดีต สส.แก้วตา อ้างว่าพรรคประชาชนว่าจ้าง บริษัท สเปกเตอร์ ซี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 4 ของอาคารอนาคตใหม่ เพื่อทำหน้าที่เป็น "ฐานปฏิบัติการ IO" ปั่นกระแสข้อมูลข่าวสารในโซเชียลมีเดียให้กับพรรค
2. ข้อสังเกตเรื่องความเชื่อมโยงของตัวบุคคลและสถานที่
- ความเชื่อมโยงทางธุรกิจ => จากการตรวจสอบข้อมูลบริษัท พบว่ามีชื่อของ นายศรายุทธิ์ ใจหลัก หรือ เลขาฯติ่ง เลขาธิการพรรคประชาชน เคยเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลัก รวมถึงกรรมการบริษัทบางคนยังมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจของครอบครัวของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ “ช่อ” ด้วย
- สถานที่ตั้งของบริษัท แจ้งที่ตั้ง ชั้น 5 ของอาคารเดียวกับที่ทำการพรรคประชาชน
- มีข้อสังเกตว่าพนักงานของบริษัททำงานคาบเกี่ยว หรืออยู่ในพื้นที่ชั้น 4 ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามสำหรับบุคคลภายนอก ทำให้ถูกมองว่าเป็น "บริษัทนอมินี" หรือบริษัทในเครือข่ายของพรรคประชาชนเองหรือไม่
3. ข้อกล่าวหาเรื่องการ "ล้วงข้อมูล" และความปลอดภัยของข้อมูลสมาชิก
- มีข้อสงสัยว่า บริษัทสเปกเตอร์ ซี ซึ่งทำหน้าที่ดูแลระบบไอทีหรือสื่อออนไลน์ให้กับพรรคประชาชน อาจเข้าถึงฐานข้อมูลสมาชิกพรรคและประชาชนที่สมัครสมาชิกผ่านระบบออนไลน์ได้ เพราะมีการเรียกเก็บ ID Laser ด้านหลังบัตรประชาชนของคนที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคด้วย ทั้งๆ ที่ไม่มีหน่วยงานใดกระทำเช่นนี้
- มีข้อกังวลว่าหากบริษัทสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ของสมาชิกพรรคได้โดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ประเด็นความปลอดภัยของข้อมูล หรือถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองอื่นๆ โดยที่เจ้าของข้อมูลไม่ยินยอม
- มีข้อสังเกตว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ ถูกนำมาใช้ในปฏิบัติการไอโอ ที่ตรงเป้า ตรงกลุ่มเป้าหมาย และถูกจริตของคนกลุ่มนั้น ส่งผลให้เกิดการสร้างคะแนนนิยม และกระแสนิยมอย่างกว้างขวางผิดปกติให้กับพรรคส้ม
4. ความเสี่ยงทางกฎหมาย และความเสี่ยงในการถูกยุบพรรคอีกรอบ
- มีความพยายามเชื่อมโยงว่า หากพรรคประชาชนมีความเป็นเจ้าของหรือควบคุม บริษัท สเปกเตอร์ ซี ซึ่งจดทะเบียนทำธุรกิจสื่อและรับจ้างผลิตสื่อ อาจเข้าข่ายพรรคการเมืองเป็นเจ้าของกิจการสื่อ ซึ่งขัดต่อกฎหมายพรรคการเมืองและรัฐธรรมนูญ แม้จะไม่ได้มีบทบัญญัติห้ามตรงๆ แต่อาจเทียบเคียงได้กับคุณสมบัติผู้สมัคร สส.
- หากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค แต่อยู่ในบริษัท เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือชี้นำการดำเนินงานของพรรคอย่างมีนัยสำคัญ อาจนำไปสู่ข้อหา "การครอบงำพรรค" ซึ่งมีโทษถึงขั้นยุบพรรคได้เช่นกัน