ด้านนายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงาน ขสย. กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองส่วนใหญ่เน้นนโยบายประชานิยม มากกว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตหรือสุขภาพของประชาชน ทั้งที่สาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมาจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดขึ้นทั้ง บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลชัดเจนแล้วว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายไม่น้อยไปกว่าบุหรี่มวน ที่น่าห่วงคือมีเด็ก เยาวชนสูบมากขึ้นกว่า 5 เท่า แต่กลับพบบางพรรคการเมืองเสนอนโยบายให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดการเจ็บตายบนท้องถนนกว่า 50,000 คน/ปี เฉลี่ยชั่วโมงละ 7 ราย สูญเสียทางเศรษฐกิจกว่าปีละ 7.4 หมื่นล้านบาท ในส่วนนี้ขอให้มีการเพิ่มโทษจำคุกคนเมามากกว่า 10 ปี และให้ติดคุกจริง และขอให้ยกเลิกนโยบายอนุญาตให้สถานบริการขายแอลกอฮอล์ได้ถึง ตี 4 เพราะสร้างผลกระทบจำนวนมาก
ด้าน นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า โรงเรียนควรมีการทบทวนและรื้อระบบโครงสร้างการศึกษาไทย เพราะความเชื่อเรื่องอำนาจนิยมของผู้บริหารและครู ประกอบกับการไม่ปรับตัวในโลกยุคข่าวสารไร้พรมแดน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาทำให้โรงเรียนไม่ใช่พื้นที่เป็นมิตร และทำให้นักเรียนออกจากระบบ (Drop out) ทั้งนี้มีงานวิจัยชี้ชัดว่าการศึกษาสามารถเลื่อนสถานภาพทางเศรษฐกิจจากคนจนข้ามรุ่น สู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่หลายทศวรรษก็ไม่เคยมีพรรคการเมืองใด รัฐราชการยุคใดปรับโครงสร้าง รื้อระบบการศึกษาให้เป็นปัจจัยสนับสนุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างจริงจัง ดังนั้น ตนขอเสนอเรื่องที่ควรทำเร่งด่วนต่อพรรคการเมือง ดังนี้ 1.กระทรวงศึกษาธิการต้องมีนโยบายดรอปเอาต์เท่ากับศูนย์ ทำให้โรงเรียนเป็นมิตร ไม่ใช่คุกสำหรับนักเรียน 2. โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แต่ต้องพัฒนาให้เป็นพื้นที่การใช้อำนาจร่วม 3.ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาที่ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตได้จริง เพิ่มทักษะการเป็นมนุษย์ การเป็นผู้รอดไปพร้อมๆ กัน 4. นโยบายเรียนฟรีที่ทำได้จริง 5.กำหนดเป้าหมายในการทำตามข้อเสนอภาคประชาชนเพื่อให้เห็นพัฒนาการการทำงาน
รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในช่วงการเลือกตั้ง ประเด็นนโยบายขนาดใหญ่มักได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ขณะที่ปัญหาทางสังคมที่กระทบชีวิตผู้คน เช่น ความเปราะบางของแรงงานและครอบครัวเมือง ยาเสพติด การพนันออนไลน์ ความไม่มั่นคงทางชีวิต ความไม่ปลอดภัยและความรุนแรงในชีวิตประจำวัน ถูกพูดถึงอย่างจำกัด เพราะถูกมองว่าไม่ให้ผลลัพธ์ทางการเมืองในระยะสั้น เป็นนโยบายที่ต้องใช้เวลา ต้องเปลี่ยนโครงสร้าง และอาจไม่สามารถเรียกคะแนนเสียงได้ทันที เวทีเสวนานี้จึงมีเป้าหมายถูกพูดถึง และชวนสังคมตั้งคำถามว่าเราจะทำให้การเมืองและการเลือกตั้งพูดถึงชีวิตจริงของผู้คนอย่างจริงจัง เป็นธรรม และยั่งยืนมากขึ้นได้อย่างไร
นายสมคิด พุทธศรี บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์101 กล่าวว่า ทุกวันนี้ไปที่ไหน คนก็พูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน มีเทคโนโลยีมากมายเข้ามา แต่กลับเราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของชีวิตผู้คนและสังคมน้อยมาก นี่เป็นช่องว่างที่ทำให้นโยบายทางสังคมไม่ค่อยถูกพูดถึง แม้ว่าที่ผ่านมามีการคิดออกหลายนโยบาย เช่น เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า ยังไม่เกิด หรือเงินช่วยเหลือการศึกษาให้เด็กยากจนพิเศษของ กสศ. ซึ่งแม้จะผลักดันได้สำเร็จแต่ก็ยังไม่พอ ในขณะที่ปัญหาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เรารู้ว่าหนี้ครัวเรือน เป็นปัญหาใหญ่ของสังคม แต่ไม่รู้ว่า เด็กที่โตมากับหนี้จะเป็นอย่างไร ครอบครัวนี้จะเป็นอย่างไร ตลอดจนปัญหาปัจจัยเสี่ยง การพนันต่างๆ เรียกว่ารู้ข้อมูลแต่ไม่ครบรอบด้าน ทำให้การออกแบบนโยบายพอแค่จัดการได้เท่านั้น ดังนั้นต้องมีการปรับวิธีคิดและการออกแบบนโยบายใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลง และตอบสนองต่อปัญหาได้เร็ว ซึ่งอาจต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางคือ การศึกษาทำความเข้าใจและออกแบบนโยบาย ไปจนถึงการที่พรรคการเมือง รัฐบาลจะเอาไปบังคับใช้จริง