รัฐบาลอายุสั้น แค่ 3 เดือน ก็สะบั้น MOA “ภท.-ปชน.” เข้าสู่เลือกตั้ง
30 ธ.ค. 2568

รัฐบาลอายุสั้น เพียงแค่ 3 เดือน ก็สะบั้น MOA “ภท.-ปชน.” เข้าสู่โหมดเลือกตั้งท่ามกลางการสู้รบชายแดนที่ร้อนระอุ
ข่าว
30 ธ.ค. 2568

รัฐบาลอายุสั้น เพียงแค่ 3 เดือน ก็สะบั้น MOA “ภท.-ปชน.” เข้าสู่โหมดเลือกตั้งท่ามกลางการสู้รบชายแดนที่ร้อนระอุ
จุดเปลี่ยนการเมืองในปี 2568 ต่อเนื่องปี 2569 ที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผลพวงจากสถานการณ์ในปี 2568 มีหลายเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ทั้งการหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รวมถึงคณะรัฐมนตรี(ครม.)ยกชุด ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ(ศาลรธน.)จากปมร้อนคลิปเสียงสนทนากับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา
เป็นเหตุการณ์ช่วงเดียวกับที่ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนขอออกจากพรรคร่วมรัฐบาลพร้อมกับแสดงท่าทีเรื่องคลิปเสียงที่ส่งผลกระทบต่ออธิปไตย หลังจากก่อนหน้านั้น ความสัมพันธ์ของนายอนุทิน กับ น.ส.แพทองธาร ที่เป็นผู้นำรัฐบาล ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก หลังถูกทวงคืนเก้าอี้ มท.1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และยื่นข้อเสนอเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่ นายอนุทิน ยืนกรานจะนั่งเก้าอี้ มท.1 เท่านั้น แต่รัฐบาลเพื่อไทยปฏิเสธ กลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่สะบั้นลง สุดท้ายต่างคนต่างไป
ขั้นตอนเลือกนายกฯคนที่ 32
หลัง น.ส.แพทองธาร พ้นจากตำแหน่งโดยทันที และกระบวนการเสนอชื่อและลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หรือนายกฯคนที่ 32 ในรัฐสภาจึงเริ่มต้น
ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ กระบวนการเริ่มต้นจากการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องมาจากบัญชีของพรรคการเมืองที่มี สส. ตั้งแต่ 25 คนขึ้นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 ในครั้งนั้น มีแคนดิเดตนายกฯ 5 คน จาก 4 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรครวมไทยสร้างชาติ , นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติ , นายชัยเกษม นิติสิริ พรรคเพื่อไทย , นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย , นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์
โดย ผู้ที่ถูกเสนอชื่อจะต้องได้รับการรับรองจาก สส. อย่างน้อย 50 คน ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการลงมติในรัฐสภา
โดยผู้ที่จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกฯคนที่ 32 จะต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือคิดเป็น 247 เสียง จากจำนวน สส. 492 คน
เมื่อพรรคภูมิใจไทย มาเป็นฝ่ายค้าน และ น.ส.แพทองธาร พร้อม ครม.หลุดจากเก้าอี้ตามคำวินิจฉัยของศาล รธน. จึงเกิดการจับขั้วของพรรคประชาชน(ปชน.)กับพรรคภูมิใจไทย เพื่อรวมเสียงข้างมากในสภาให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ การจับมือกันของคนต่างขั้ว โดยมีการทำ MOA หรือ Memorandum of Agreement เป็นสัญญา
1. นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
2. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเร็ว ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
3. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จในวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้โดยเร็ว
4. เพื่อสร้างหลักประกันว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือนจริง พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
5. พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
โดยพรรคประชาชนมีจุดยืนว่าจะโหวตหนุนให้นายอนุทินนั่งเป็นนายกฯ ขณะที่พรรคประชาชนยังคงเป็นฝ่ายค้าน แต่อนุทินจะต้องเดินหน้าเปิดทางให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ พร้อมกับจะต้องวางตัวเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และมีการยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งนายอนุทิน พรรคภูมิใจไทย กับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมลงนามกันเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568
กระทั่งเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบ ให้ นายอนุทิน เป็นนายกฯคนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียง 311 ต่อ 152 เสียง งดออกเสียง 27 คะแนน จากผู้ลงคะแนนเสียง 490 คน กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย
7 กันยายน 2568 นายอนุทิน รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
แต่แล้ว เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ในการประชุมสภา ที่มีการพิจารณามาตรา 256/28 มีเรื่องของการคงอำนาจสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 3 สำหรับการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมี สส. จากพรรคภูมิใจไทยและ สว. สีน้ำเงินโหวตหนุนด้วย กลายเป็นจุดแตกหัก เนื่องจากพรรคประชาชน ไม่เห็นด้วย และเข้าชื่อเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที
ส่งผลให้นายอนุทิน ประกาศยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนในคืนวันเดียวกันนั้น นับรวมอายุรัฐบาลเพียงแค่ 3 เดือนเศษเท่านั้น!!
หลังประกาศยุบสภาจึงเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง สส. สมบูรณ์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กำหนดวันลงคะแนนเสียง วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางบรรยากาศการรับสมัครผู้สมัคร สส.ในช่วงปลายปี 2568 หลายพรรคการเมืองเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดตัวบ้านใหญ่ บ้านใหม่ คักคัก รวมทั้ง กกต.ประกาศให้มีการออกเสียงประชามติแก้รัฐธรรมนูญในวันเดียวกัน
เป็นการจัดการเลือกตั้ง ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ถูกจับตาว่าจะส่งผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปหรือไม่ อย่างไรก็ดีเมื่อมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ให้หยุดยิงเที่ยงวัน ทำให้สถานการณ์สู้รบของสองประเทศคลี่คลายลง กลบกระแสเลื่อนการเลือกตั้ง69 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ลงในที่สุด
ข่าวล่าสุด