อุดมการณ์ไม่ตรงกัน ควบรวมพรรคไม่ได้ ?
"วราวิทย์" ถามว่า รวมพรรคมีแนวโน้มเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
"สนธิรัตน์" ตอบว่า การเลือกตั้งหาร 100 พรรคการเมืองใหญ่ได้เปรียบ เพราะฉะนั้นการพูดคุยเพื่อรวมพรรค ไม่ใช่เฉพาะ"พรรคสร้างอนาคตไทย" เชื่อว่าทุกพรรคต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน คุยกันมาเป็น 10 พรรคการเมือง เนื่องจากกติกาแบบนี้มีอะไรที่จะทำงานร่วมกันได้ "พรรคไทยสร้างไทย" หรือ "พรรคชาติพัฒนากล้า" เราคุยกันมาเป็นปีก็เป็นพรรคที่ดี ซึ่งพรรคอนาคตไทยเป็นพรรคที่เปิดใจคุยกับหลายๆพรรค แต่การทำงานการเมืองร่วมกันคงไม่ง่าย เพราะต้องมีอุดมการณ์ นโยบายตรงกันและที่สำคัญคือ บุคลากรทางการเมืองต้องตรงกัน
"จึงเป็นการตอบคำถามว่า ทำไมคุยกันมาหลายเดือนไม่ตกลงกันเสียที เพราะการทำงานการเมือง ถ้าจะทำให้จบต้องเป็นเวลาที่เหมาะสมและแต่ละฝ่ายยอมถอยคนละก้าว เพื่อการรวมที่ยั่งยืน แต่หากรวมการเฉพาะกิจก็จะแค่ชั่วคราวไม่ใช่แค่ 2 พรรคที่คุย"
"เคยมีการเสนอให้จับมือ 3 พรรคก็เคยมาแล้ว ส่วนตำแหน่งหัวหน้าพรรค หรือ ตำแหน่งสำคัญในพรรคพูดคุยกันตลอด แต่อยู่ในช่วงจังหวะเวลา และหากจะจับมือต้องสร้างพลังทางการเมืองให้เกิดขึ้น ซึ่งการพูดคุยทำกันมาตลอดและยังทำกันอยู่"
การรวมพรรคจะเกิดขึ้นหรือไม่ เป็นเรื่องอนาคต แต่พรรคสร้างอนาคตไทยมั่นใจว่า แม้จะเดินเดี่ยวสามารถไปถึงเป้าหมายได้ เราไม่เดือดเนื้อร้อนใจว่าเราจะไปถึงไม่ได้ เราตั้งเป้าหมาย 25 เสียง เพื่อเสนอ "ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" เพื่อเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี แต่อย่าคิดเอาแค่ที่นั่งมากำหนด แต่เราควรยึดโยงพรรคการเมืองที่เป็นความหวังทางการเมือง เพื่อให้เป็นที่พึ่งของประชาชน ย่อมเป็น ความสำเร็จทางการเมือง ส่วนจะได้กี่เสียง ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เราไม่คิดว่าการรวมพรรค เพื่อความอยู่รอด หรือหากไม่รวมพรรค เราจะตาย อย่าประเมินพวกเราต่ำ เพราะพรรคสร้างอนาคตไทยนี้ไม่มีวันตายไม่มีแพแตก เรามีแนวทางของเราเองทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน
เตือน ประยุทธ์ อย่าเอาอำนาจมาบริหาร มาทำงานการเมือง
"วราวิทย์" ถามว่า ขณะนี้"พล.อ.ประยุทธ์" กำลังสร้าง"พรรครวมไทยสร้างชาติ" ในฐานะเคยสร้างพรรคพลังประชารัฐมาสถานการณ์เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
"สนธิรัตน์" ตอบว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้พวกเราคิดเยอะมากขึ้น เมื่อสมัยตั้งพรรคพลังประชารัฐ เป็น สี่กุมาร มีเจตนาที่จะให้บ้านเมืองไปต่อ ลดความขัดแย้งกันมากขึ้น แต่พิสูจน์ว่าการเมืองที่ใช้อำนาจหรือหวังจะรักษาอำนาจจะไม่ยั่งยืน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าจะนำพาประเทศ ไปสู่กลไกของการใช้อำนาจและใช้ทุนอย่างรุนแรง และปลายรัฐบาลจะเห็นกลไกลแบบนี้เกิดขึ้น หากอยากเปลี่ยนผ่านบ้านเมือง กลไกการเลือกตั้งต้องเป็นธรรม หลีกเลี่ยงการใช้อำนาจรัฐ ปล่อยให้การเมืองดำเนินไปตามวิถีทางการเมือง แต่อย่าใช้อำนาจที่มีอยู่ไปบีบให้ได้ผลทางการเมือง เพราะจะไม่ยั่งยืน จะก่อให้เกิดปัญหา เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจมองมิติการเปลี่ยนผ่านการเมือง ที่สร้างความเป็นธรรม เช่น การใช้อำนาจรัฐจัดการทางการเมือง อยากเห็นการควบคุมกติการการเลือกที่ยุติธรรมสิ่งเหล่านี้ขึ้นกับผู้นำ ที่จะช่วยตัดสินใจ หาก"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีจะทำงานการเมือง ไม่ควรเอากลไกอำนาจการบริหาร ไปบีบการทำงานทางการเมือง
"วราวิทย์" ถามว่า พรรคสร้างอนาคตไทย วางสถานะของพรรคไว้แบบไหน ฟากไหน
"สนธิรัตน์" ตอบว่า ผลเลือกตั้งออกมาอย่างไร เป็นสิ่งที่พรรคจะยอมรับ ไม่ได้มีการวางเงื่อนไขว่า ต้องทำอะไร รอให้ผลการเลือกตั้งออกมา หากเป็นฝ่ายค้านก็จะเป็นฝ่ายค้านที่ดี หากประชาชนเลือกคนของพรรค เพื่อจะได้เข้าไปบริหาร ค่อยมาตัดสินใจว่า ไปได้หรือไม่ ไม่ได้ตั้งกฎเกณฑ์ เพราะพรรคสร้างอนาคตไทย ไม่แบ่งขั้ว ไม่ขัดแย้ง ขอให้รอการตัดสินของพี่น้องประชาชนเราถึงจะกำหนดได้ว่าเราจะเป็นอะไรหลังการเลือกตั้ง
"วราวิทย์" รุกถามว่า ไม่ตอบแบบนี้จะถูกมองว่า แทงกั๊กทางการเมือง
"สนธิรัตน์" ตอบว่า แล้วจะปล่อยให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้ตลอดไปหรือไม่ ถ้าประกาศก็พาไปสู่การเมืองสองขั้ว เราจึงไม่ประกาศ แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่มีจุดยืน แต่เราไม่เอาสองขั้วบนความขัดแย้ง เมื่อพี่น้องประชาชนเลือกเราถึงจะตัดสินใจว่าจะเดินต่อไปอย่างไร
คลิป >>> สร้างอนาคตไทย อนาคตการเมือง