นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า พรรคสร้างอนาคตไทยเริ่มเสนอนโยบาย 2 ข้อ โดยทันทีที่เราเป็นรัฐบาล สิ่งแรกที่จะทำคือพักหนี้พี่น้อง 5 ปีทั้งต้นและดอก จากนั้นจะเติมทุนเพื่อช่วยพี่น้องในการทำมาหากินและนโยบายปุ๋ยคนละครึ่งซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก พรรคสร้างอนาคตไทย พร้อมรับใช้พี่น้อง จ.ตราด แม้เราเป็นพรรคใหม่ แต่ไม่ใช่ของใหม่ เราเคยสร้างพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาลมาแล้ว
จากนั้นนายสนธิรัตน์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเรื่องความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังการประชุมเอเปค ว่า หลังการประชุมเอเปคจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเฉพาะหลังจากวันที่ 30 พ.ย. ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งหากเสร็จสิ้นนั่นหมายความว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ความพร้อมในการเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นคาดว่าอาจจะเกิดการเคลื่อนย้ายของบิ๊กเนมต่างๆ ในทางการเมือง การประกาศจุดยืนและความชัดเจนทางการเมือง อาจจะเห็นการควบรวมพรรคที่อาจเกิดขึ้น บรรดานักการเมืองมีการลาออกการเป็นส.ส.ปัจจุบันไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ๆ
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า การเมืองจากนี้ไปไม่สงบนิ่ง จะมีการแปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและพร้อมที่จะไปสู่การเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ได้ ถือว่าเป็นเวลาที่เข้าสู่โหมดการเมืองอย่างแท้จริง ทั้งนี้ พรรคสร้างอนาคตไทยพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เราได้เตรียมแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว หากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเร็ว เราก็จะใช้แผนระยะสั้น หากการเมืองยาวนานออกไปก็จะปรับแผนขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมือง ในส่วนผู้แสดงเจตจำนงเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคสร้างอนาคตไทย ขณะนี้เรามีความพร้อมลงสนามเลือกตั้งประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ เวลาที่เหลือเราจะเร่งเดินเครื่องเต็มที่ การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นบัตรสองใบ พรรคต้องวางยุทธศาสตร์ทั้งเรื่องส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อ เราตั้งเป้าจำนวน ส.ส.ให้เพียงพอพร้อมรับใช้ประชาชน เรามีเป้าภายในที่ประเมินตลอดเวลา พยายามทำงานอย่างหนักเพื่อให้ทะลุเป้าที่วางไว้