สำหรับผู้ถูกกล่าวหาในคดีจำนำข้าวภาค 2 จำนวนทั้งหมด 71 ราย สำนักข่าวอิศรารายงานข้อมูลเอาไว้ว่า จำแนกออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มแรก นักการเมืองและอดีตข้าราชการการเมือง มี 5 ราย ซึ่งรวมถึงอดีตนายกฯ ทักษิณ นางสาวยิ่งลักษณ์ นางเยาวภา และนายบุญทรง แต่นายบุญทรง ถูกกันไว้เป็นพยาน ส่วนอีกคนหนึ่งคือ พันตรี นายแพทย์ วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
กลุ่มที่ 2 ข้าราชการประจำ 3 ราย / กลุ่มที่ 3 รัฐวิสาหกิจจีน และผู้รับมอบอำนาจจากรัฐวิสาหกิจจีน 18 ราย / กลุ่มที่ 4 เครือข่ายบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด บริษัทค้าข้าวของ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ "เสี่ยเปี๋ยง" 14 ราย / และกลุ่มที่ 5 เอกชนในประเทศที่เกี่ยวข้อง 31 ราย
เกมสกัดเพื่อไทย แต่ก้าวไกลได้เฮ
การเตรียมชี้มูลความผิดคดีใหญ่อย่าง "จำนำข้าวภาคสอง" ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ "สองอดีตนายกฯ คนแดนไกล" และนางเยาวภา ที่ล้วนเป็นคนของ "ตระกูลชินวัตร" ผู้มีอิทธิพลสูงสุดของพรรคเพื่อไทย ทำให้เรื่องนี้ถูกมองเป็นประเด็นการเมืองอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะการดิสเครดิตพรรคเพื่อไทยจากการดำเนินนโยบายจำนำข้าวที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริตอย่างมโหฬารอีกครั้งก่อนเลือกตั้งใหญ่ปี 2566
"ผศ.ดร. เชษฐา ทรัพย์เย็น" นักรัฐศาสตร์ชื่อดัง จากมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี กล่าวกับ "เนชั่นทีวี" ว่า คดีจำนำข้าวภาคสอง หากมีการชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องจริงตามที่เป็นข่าว ย่อมเท่ากับว่าเป็นการแก้เกมของฝั่งผู้ถืออำนาจรัฐในขณะนี้ ถือเป็นการปล่อยหมัดฮุกเพื่อตัดแต้มการแลนด์สไลด์ของเพื่อไทย
เพราะการเปิดแผลจำนำข้าวเป็นการดิสเครดิตอดีตนายกฯ ทักษิณ และอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ผ่านการหยิบยกกรณีทุจริตจำนำข้าวที่เกิดขึ้นจริงในอดีต เพื่อให้สังคมได้ย้อนกลับมาพูดเรื่องนี้กันอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่ทราบว่าเคยเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในอดีต ช่วงที่ตนเองยังเป็นเด็ก หรือยังไม่ได้สนใจการเมือง
เหตุนี้เอง คะแนนคนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งอาจหลีกหนีห่างจากพรรคเพื่อไทย สวิงกลับมาที่พรรคก้าวไกล เนื่องจากฐานเสียงฝั่งตรงข้ามรัฐบาล อย่างไรเสียก็ไม่ย้ายข้ามขั้วอยู่แล้ว นั่นคือก้าวไกลรอเก็บตกฐานเสียงเพื่อไทย โดยที่ไม่ต้องขยับตัวใดๆ เลย
ดังนั้นกรณีที่คณะกรรมการ "ป.ป.ช."จะหยิบยกคดี "จำนำข้าวภาคสอง" ขึ้นมาชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องนั้น ผลที่เกิดขึ้นอาจไม่เป็นไปตามที่ผู้ถืออำนาจรัฐต้องการ เพราะเป็นการ "ตอน" หรือ "บอนไซ" เพื่อไทย แต่กลับไปรดน้ำพรวนดินให้ "พรรคก้าวไกล" เติบโต
เปิดตัวเลข 50 เมืองมหาวิทยาลัย ก้าวไกลปึ้ก
"อาจารย์เชษฐา" ยังเปิดข้อมูลที่สมควรจับตาเกี่ยวกับพรรคก้าวไกลว่า เมื่อพิจารณาจำนวนเขตเลือกตั้งเขตหนึ่งในแต่ละจังหวัด ซึ่งหมายถึงเขตเมือง อำเภอเมือง และในเขตเทศบาล ที่มีมหาวิทยาลัยหลักตั้งอยู่ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มีคนรุ่นใหม่ร่ำเรียนส่วนใหญ่ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามา จึงมีสิทธิเลือกตั้งในเขตเหล่านี้ จะพบว่ามีจำนวนมากถึง 2 ใน 3 ของทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ หรือราวๆ 50 จังหวัด
เป็นที่ทราบกันดีว่า คนรุ่นใหม่ในยุคนี้มีแนวโน้มเทใจมาให้"พรรคก้าวไกล" ด้วยเหตุนี้ เขตเลือกตั้งเขตเมืองจึงเป็นเขตที่ทุกพรรคการเมืองหวั่นไหวว่าจะมี "คะแนนผันแปร" สูง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งหากเทให้ก้าวไกล จะทำให้มีโอกาสปักธงแห่งชัยชนะได้ทันที
"อาจารย์เชษฐา" ยังบอกอีกว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลายแห่งมีนโยบายให้เด็กโอนทะเบียนบ้านเข้ามาในพื้นที่มหาวิทยาลัย เพื่อความสะดวกในการดูแลคุณภาพชีวิตของนักศึกษา ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเด็กมีทะเบียนบ้านในมหาวิทยาลัย เด็กเหล่านี้ก็จะเทคะแนนไปทางเดียวกัน เช่น ยกให้ก้าวไกล ทำให้ก้าวไกลมีโอกาสชนะสูง ฉะนั้นเขตเมืองของจังหวัดเหล่านี้จึงเป็นเขตที่ไม่ปลอดภัยทั้งต่อพรรคขั้วรัฐบาลเดิมและพรรคเพื่อไทย
อย่าลืมว่า ตอนนี้ก้าวไกลผ่านสนามการเมืองมาเกือบ 4 ปีแล้วจากยุคพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งได้แปรคะแนนกระแสจากปี 2562 เป็นฐานจัดตั้งไปเรียบร้อย ตัวอย่างจากผลการเลือกตั้ง ส.ก. หรือสมาชิกสภา กทม.ล่าสุดเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ดังนั้นหากคะแนนกระแสที่เกิดจากนโยบายที่แตกต่างของพรรคก้าวไกล ผสานกับเสียงจัดตั้งของนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ในเขตเมืองย่อมเกิดปรากฏการณ์ก้าวไกลมีโอกาสชิง ส.ส.เขตเมืองได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และ ไม่ไกลเกินเอื้อม