สอง เหตุลอบวางระเบิดป่วนในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 1- 2 ส.ค. 62 รวมหลายจุดทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 ราย
เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 52 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกับหุ้นส่วนต่างๆ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ก.ค.–3 ส.ค.62 ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเชื่อว่า เป็นฝีมือของกลุ่มบีอาร์เอ็นที่เคลื่อนไหวก่อเหตุเรียกร้องความสนใจจากนานาชาติ
ทั้งยังเป็นการลดความน่าเชื่อถือในมาตรการรักษาความปลอดภัยของไทยระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit ) ครั้งที่ 35 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นพื้นที่กรุงเทพฯ และนนทบุรี ในระหว่างวันที่ 31 ต.ค.62 ถึง 4 พ.ย.62 อีกด้วย
โดยมีการวางระเบิดที่หน้าป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ริมถนนพระรามที่ 1, หน้าอาคารศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ, ป้ายหน้ากองบัญชาการกองทัพไทย, สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถนนศรีสมาน และวางระเบิดเพลิงจนเกิดเพลิงไหม้ในห้างสรรพสินค้าย่านปทุมวันและย่านการค้าประตูน้ำ ซึ่งตรวจพบเป็นระเบิดทั้งหมด 17 ลูก แยกเป็นระเบิดแสวงเครื่อง 9 ลูก และระเบิดเพลิงแสวงเครื่อง 8 ลูก
หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทันที 2 ราย จนนำไปสู่การขยายผลออกหมายจับผู้ที่ร่วมก่อเหตุรวม 21 ราย โดยทั้งหมดเป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันจับกุมได้ 4 ราย ถูกวิสามัญฆาตกรรมไป 3 ราย และอยู่ระหว่างการหลบหนีอีก 14 ราย
เปิดแผนแม่ทัพ 4 คุมเข้มสกัดกลุ่มป่วน
นี่คือสถานการณ์ในอดีตที่เราประมาทไม่ได้ และแน่นอนว่าฝ่ายความมั่นคงก็ไม่ได้ประมาท ได้มีการแจ้งเตือน และวางมาตรการรองรับอย่างเข้มงวด เน้นการสกัดกั้นกลุ่มผู้ไม่หวังดีไม่ให้แฝงตัวเขัามาก่อเหตุในพื้นที่ส่วนกลาง และป้องกันไม่ให้ก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนใต้ด้วย
"พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค" แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า "ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามความเคลื่อนไหว และวางกำลังเฝ้าระวังเต็มพื้นที่ ตั้งแต่แนวชายแดน ไปจนถึงการจัดตั้งจุดตรวจและสังเกตการณ์ตามสถานนีรถไฟ รถโดยสาร สนามบิน พร้อมส่งชุดหาข่าวเกาะติดบุคคลเป้าหมายทุกพื้นที่ รวมถึงประสานการปฏิบัติกับทุกภาคส่วน ดูแลในเมืองหลัก เมืองท่องเที่ยวทั่วภาคใต้ ไม่ใช่แค่ 3 จังหวัด"
จับตา "ผกร.หน้าขาว" - ล็อกเป้ามือระเบิด
การทำงานของ "พล.ท.ศานติ" ประสานงานกับ "พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์" ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผู้ช่วย ผบ.ทบ.) หรือ "อดีตแม่ทัพเกรียง" ที่เพิ่งขยับจากแม่ทัพภาค 4 ขึ้นมาส่วนกลาง โดยได้เน้นย้ำมาตรการตรวจเข้มการเดินทาง ทั้งบก เรือ อากาศ เฝ้าระวังทั้งกลุ่มที่มีหมายจับและไม่มีหมายจับ รวมไปถึงกลุ่มที่ไม่มีประวัติทางคดี หรือที่เรียกว่า "ผกร.หน้าขาว" (ผกร. หมายถึง ผู้ก่อเหตุรุนแรง) ซึ่งได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว และจะเพิ่มความเข้มมากขึ้นเรื่อยๆ
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ "ทีมข่าวเนชั่นทีวี" ได้มาก็คือ การล็อกเป้ามือระเบิดหรือมือก่อเหตุระดับแกนนำ ซึ่งที่ผ่านมาถูกจับกุมไปหลายราย ยังเหลือบุคคลหลักๆ ที่ 3 ราย คือ นายเสรี แวมามุ, นายมะนาเซ ไซร์ดี และนายอุสมาน เปาะเลาะ
ข่าวดี คือ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่น่าวิตก และคาดว่าตั้งแต่สัปดาห์หน้าจะมีปฏิบัติการปูพรมตรวจค้น และจับกุมเป้าหมาย เพื่อสกัดการก่อเหตุอีกชั้นหนึ่ง
3 กลุ่มเฝ้าระวัง “มีหมาย-ไม่มีหมาย-ทำงานในกรุง”
ด้านข้อมูลจากหน่วยข่าวความมั่นคง ระบุว่า มาตรการเฝ้าระวังมีการวางระบบเอาไว้ทั้งหมด และถือปฏิบัติมานานแล้ว โดยจะเพิ่มความเข้มเต็มที่ช่วงที่มีสถานการณ์สำคัญ ดังนี้
1.จัดทำบัญชีบุคคลอันตราย (กลุ่มมีประวัติก่อเหตุรุนแรง มีหมายจับ โดยเก็บข้อมูลอย่างละเอียด) มีการอัพเดตข้อมูลตัวเลขให้เป็นปัจจุบัน
2.เฝ้าระวังกลุ่มที่เดินทางออกนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยขึ้นมาประกอบอาชีพในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล เน้นชุมชนมุสลิม เช่น ย่านรามคำแหง นนทบุรี ปทุมธานี ซึ่งฝ่ายความมั่นคงมีรายชื่ออยู่ระดับหนึ่ง
3.พวกที่ไม่มีประวัติ (พวกหน้าขาว) จะมีการตรวจสอบบุคคลที่เดินทางออกนอกพื้นที่แบบน่าสงสัย เช่น ว่าจ้างรถตู้เดินทางมายังกรุงเทพฯ แล้วกลับ โดยไม่ได้ท่องเที่ยว หรือพวกที่ทำตัวคล้ายนักท่องเที่ยว การตรวจสอบในส่วนนี้ค่อนข้างทำได้ยาก
สำหรับกลุ่มบุคคลที่อาจเป็นภัยคุกคามกลุ่มอื่นๆ เนื่องจากมีผู้นำต่างประเทศที่มีความสำคัญเดินทางมาเยือนหลายประเทศ อีกทั้งมีความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ จึงอาจมีบางประเทศส่งมือปฏิบัติการเข้ามาก่อเหตุต่อเป้าหมายผู้นำเป็นการเฉพาะ เรื่องนี้หน่วยข่าวจะต้องเฝ้าระวังบุคคลต้องสงสัย ซึ่งเป็นเรื่องยากและซับซ้อน ต้องประสานข้อมูลกับหน่วยข่าวของมิตรประเทศ