สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งในอนาคต ประเทศไทยจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมและก้าวเข้าสู่เทรนด์โลกให้ได้ ซึ่งอุตสาหกรรมนี้คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ ที่จะสร้างความมั่งคั่งได้เป็นอีกสิบๆปี และโอกาสสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับคนเป็นล้านคน รวมไปถึงรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมต่อเนื่อง คือ 1 ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ วันนี้เมื่อโลกเปลี่ยนไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทำให้ผู้ผลิตยางยนต์ปัจจุบันและผู้ผลิตรายใหม่เลือกที่ตั้งผลิตในประเทศต่างๆ
"เราจะต้องเดินหน้าดึงอุตสาหกรรมผลิตยานยนต์เข้ามาในประเทศไทย ผมได้ขับเคลื่อนสุดกำลังเพื่อให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารายใหม่สำคัญของโลกเข้ามาเลือกไทยเป็นฐานการผลิต รวมไปถึง ต้องให้พวกเด็กยานยนต์ในประเทศยังคงใช้ไทยเป็นฐานผลิตต่อไป โดยหากทำสำเร็จจะทำให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองไปอีก 20-30 ปี ข้างหน้า โดยประเทศไทยจะต้องกลายเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีที่สำคัญอีกด้วย" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ส่วนการเกษตรสมัยใหม่จะได้มีการนำเทคโนโลยีวิจัยและนวัตกรรมมาปรับโครงสร้างทางการผลิต มุ่งไปสู่เกษตรปลอดภัย ลงทะเบียนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น เชื่อมโยงทุกภาคส่วนในแต่ละพื้นที่เพื่อที่จะให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและราคาสูงขึ้น นอกจากนี้จะสร้างความรุ่งเรืองให้แผ่กว้างในภาคธนาคาร ซึ่งถือเป็นภาพส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยประเทศได้เป็นอย่างมาก และการเติบโตในระยะยาวของธนาคาร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเจริญของประเทศเพียงอย่างเดียว
แต่ความเจริญเกิดขึ้นเป็นวงกว้างและเท่าเทียมด้วย แม้ว่าเงินกู้ของธนาคารเป็นสิ่งสำคัญที่เพิ่มคิดความสามารถให้กับประชาชนเพิ่มขีดความสามารถให้กับประชาชน แต่ครึ่งหนึ่งของประชาชนไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารได้ แม้จะมีความคิดสามารถต่อยอดธุรกิจได้ หากช่วยคนกลุ่มนี้ได้จะสามารถปลดล็อกศักยภาพของคนอีกกลุ่มหนึ่ง สร้างความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจได้ เป็นบันไดขั้นแรกในการสร้างความร่ำรวย เพื่อเชื่อมไทยให้เดิน
โดยนายกรัฐมนตรี ยังระบุอีกว่า ก่อนเปิด 3 เส้นทางเชื่อมต่อ ตนขอเรียกว่าเชื่อมไทยเดินหน้า ไทยเดินมาไกลแล้ว และคงต้องต่อสู้ต่อไป ขอขอบคุณความร่วมมือของพรรคร่วมรัฐบาล และสิ่งสำคัญคือสปิริตของคนไทย ที่พร้อมร่วมมือกันเสียสละบางอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศในวงกว้าง
ทั้งนี้ นายกฯยังกล่าวตอนหนึ่งว่า ท่าเรือแหลมฉบัง ได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพได้ภายใน 2 ปี ซึ่งเทียบเท่า กับการก่อสร้างมาตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตนไม่ได้ว่าใคร แต่เป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น
ขณะเดียวกัน การก่อสร้างระบบราง โดยตั้งเป้าจะยกระดับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้เทียบเท่ากับโตเกียว และลอนดอน ส่วนเรื่องรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองพูดกันไปพูดกันมาตั้งแต่ปี 2005 เปลี่ยนระบบเปลี่ยนเส้นทางกลับไปกลับมาเป็น 10-20 ปี ก็ยังไม่พร้อมที่จะเริ่มก่อสร้างหลังจากตนเข้ามาจับเรื่องนี้ ก็ตัดสินใจเด็ดขาดและสั่งการเมื่อปี 2016 และภายใน 1 ปีก็เริ่มก่อสร้างได้ทั้ง 2 สาย
ส่วนการผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัล ขณะนี้กำลังจับมือ กับหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยี ที่สำคัญที่สุดของโลก และเป็นผู้ให้บริการ คลาวน์คอมพิวติ้ง ที่ใหญ่ที่สุดของโลก คือ Amazon เว็บเซอร์วิส โดยยืนยันว่าจะมาตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคที่ประเทศไทย จะนำเงินทุนต่างชาติ เข้าประเทศอย่างมหาศาล ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยมากกว่า 1.9 แสนล้านบาท
โดย 3 แกนหลักของตน สามารถยกระดับรัฐสวัสดิการให้กับประชาชนทั้งประเทศได้ ยอมรับว่าโครงการต่างๆใช้เวลาพอสมควร ซึ่งจะต้องผสมผสานความเข้าใจและความอดทน ทำให้สามารถทำตามแผนเลิกเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา วิจัยซ้ำๆ แต่ทำให้เกิดขึ้นจริง การที่จะเป็นผู้นำให้ประสบความสำเร็จ จะต้องมีความอดทนและความเข้าใจ ที่ได้อาจจะไม่สมบูรณ์ 100% แต่ทำให้ใช้งานต่างๆเกิดขึ้นมาได้ จะไม่ทิ้งรอยแตกร้าวอย่างถาวรของคนกลุ่มต่างๆ
ขณะเดียวกัน ช่วงหนึ่งนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลายคนบอกว่าตนใจร้อนเกินไป ใจเย็นเกินไป ตนต้องการผสมผสานความแข็งก้าวของตน เพื่อให้เดินหน้ากับความยืดหยุ่นเพื่อให้หลายกลุ่มหลายฝ่ายเดินไปด้วยกันได้ แน่นอนว่าหลายครั้งตนอาจจะไม่ได้ทำทุกอย่างตามที่ตนต้องการ ซึ่งต้องเตรียมความสำคัญ ทำให้ตนเสียเพื่อน เสียมิตร ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนนั้นต้องยอมแลก แต่เป็นสิ่งที่จำเป็น ที่จะทำสิ่งต่างๆให้จำเป็นกับประเทศเกิดขึ้นให้ได้ ขอให้ทุกคนเข้าใจความตั้งใจของตนที่จะพยายามขับเคลื่อนสิ่งต่างๆให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ ในมุมมองของคนภายนอกมองว่ามีแต่เรื่องวุ่นวาย
"การบริหารประเทศบางครั้งอาจมีอุปสรรคมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง ซึ่งในมุมมองของคนภายนอกซึ่งอาจเห็นว่า มีแต่เรื่องวุ่นวาย แต่ในที่สุดแล้ว ขอให้ทุกคนดูผลลัพธ์ที่โครงสร้างเหล่านั้นเกิดขึ้นได้จริง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องต่างๆ เป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง แต่เราไม่ควรที่จะไขว้เขวหรือเสียสมาธิไปจากเรื่องใหญ่ๆ เรื่องสำคัญๆของประเทศ เพราะเรารู้ว่าในที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรมาทดแทนผลงานจริงได้ และสิ่งสำคัญของประเทศจะไม่เกิด นั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกใช้เวลาของผมมุ่งมั่นไปกับการทำงานใหญ่ให้กับประเทศ ทำให้มันเกิดขึ้นจริงให้ได้และเตรียมประเทศของเราให้พร้อมสำหรับอนาคต"