เลือกตั้งชี้ชะตาอิสราเอล เดิมพันอนาคตเนทันยาฮู-สงคราม
27 ต.ค. 2569 | apirak_pra

ศึกเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรกหลังโศกนาฏกรรม 7 ตุลา 66 เดิมพันอนาคตอิสราเอล ชี้ชะตา 'เนทันยาฮู' ส่อหลุดเก้าอี้ โพลชี้ 'ไอเซนคอต' คะแนนนำ แต่ส่อติดหล่มตั้งรัฐบาลผสมยืดเยื้อ
ข่าว
27 ต.ค. 2569 | apirak_pra

ศึกเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรกหลังโศกนาฏกรรม 7 ตุลา 66 เดิมพันอนาคตอิสราเอล ชี้ชะตา 'เนทันยาฮู' ส่อหลุดเก้าอี้ โพลชี้ 'ไอเซนคอต' คะแนนนำ แต่ส่อติดหล่มตั้งรัฐบาลผสมยืดเยื้อ
KEY
POINTS
ชาวอิสราเอลตบเท้าเข้าคูหาลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งระดับชาติครั้งสำคัญ ซึ่งแม้เกือบทุกครั้งที่ผ่านมาจะเปรียบเสมือนการลงประชามติต่อตัว นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของประเทศ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่มีเดิมพันสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เพราะเป็นการลงคะแนนครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุการณ์โจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวด้านความมั่นคงครั้งร้ายแรงที่สุด จนนำไปสู่สงครามต่อเนื่องทั้งในฉนวนกาซา เลบานอน และอิหร่าน ส่งผลให้ประเทศถูกโดดเดี่ยวบนเวทีการทูตโลก และกลายเป็นโอกาสแรกที่ประชาชนจะได้ตัดสินความรับผิดชอบของผู้นำประเทศ
รัฐบาลของเนทันยาฮูที่กำลังจะหมดวาระ เป็นรัฐบาลแรกในรอบหลายทศวรรษที่อยู่ครบเทอม 4 ปี ทว่าต้องพึ่งพาแนวร่วมฝ่ายขวาจัดและกลุ่มออร์โธดอกซ์สุดโต่ง ที่ผลักดันประเทศไปสู่ความเป็นชาตินิยมและศาสนาเข้มข้น ประกอบกับตัวเนทันยาฮูเองกำลังเผชิญคดีทุจริตในศาล และการเดินหน้าปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อลิดรอนอำนาจศาลฎีกาจนจุดชนวนม็อบใหญ่ในปี 2566 การเลือกตั้งรอบนี้จึงเป็นการเลือกระหว่างการเดินหน้าสู่ขั้วอนุรักษ์นิยมขวาจัดต่อไป หรือเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวทางใหม่
ระบบการเลือกตั้งของอิสราเอลเป็นการลงคะแนนตามบัญชีรายชื่อพรรค โดยพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงเกินเกณฑ์ขั้นต่ำ 3.25% เท่านั้นที่จะได้รับการจัดสรรที่นั่งในสภาเนสเซต (Knesset) ซึ่งมีทั้งหมด 120 ที่นั่ง โดยในศึกเลือกตั้งครั้งนี้มีพรรคการเมืองลงแข่งขันทั้งสิ้น 36 พรรค และคาดการณ์ว่าจะมีราว 11 ถึง 13 พรรคที่สามารถกวาดที่นั่งเข้าสภาได้
คู่ชิงหลักเป็นการขับเคี่ยวระหว่าง พรรคลิคุด (Likud) ภายใต้การนำของเนทันยาฮู กับพรรคยาชาร์ (Yashar) พรรคสายกลางน้องใหม่ นำโดย กาดิ ไอเซนคอต (Gadi Eisenkot) อดีตเสนาธิการทหารบก โดยผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของสำนักข่าว Channel 12 ชี้ว่า พรรคยาชาร์จะคว้าชัยเป็นอันดับหนึ่งที่ 23 ที่นั่ง นำพรรคลิคุดที่ได้ 21 ที่นั่ง ขณะที่ผลโพลของสำนักข่าว Channel 14 สายสนับสนุนรัฐบาล คาดการณ์ว่าพรรคลิคุดจะได้ 30 ที่นั่ง และพรรคยาชาร์ได้ 20 ที่นั่ง อย่างไรก็ดี ในแง่การสำรวจความนิยมรายบุคคล ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่มองว่า ไอเซนคอต มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากกว่าเนทันยาฮูอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การเป็นพรรคอันดับหนึ่งไม่ได้การันตีการได้จัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต้องรวบรวมเสียงให้ได้เกินกึ่งหนึ่งอย่างน้อย 61 ที่นั่ง ซึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองอิสราเอลยังไม่เคยมีพรรคใดทำได้เพียงลำพัง
ผลสำรวจชี้ชัดว่าทั้งขั้วสนับสนุนเนทันยาฮูและขั้วต่อต้านต่างไม่มีฝ่ายใดกุมเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้คืนวันเลือกตั้งจะไม่สามารถชี้ขาดผลลัพธ์ได้ในทันที และอาจนำพาอิสราเอลเข้าสู่วิกฤตการเมืองรอบใหม่ โดยการเจรจาต่อรองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมข้ามขั้วอาจต้องใช้เวลาอีกหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือยาวนานหลายเดือนหลังจากนี้