เปิดตัวเลขเยียวยาคน กทม. ปภ. โอนแล้วเกิน 50%
นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้กรอบวงเงินเยียวยาสำหรับคนใน กทม. มีตั้งไว้ 4,000 ล้านบาท ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ดำเนินการโอนไปแล้ว 2,500 ล้านบาท และอีก 1,000 ล้านบาทกำลังดำเนินการตามไป ดังนั้นเรื่องงบประมาณจึงไม่ใช่เงื่อนไขการทำงานเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะคน กทม. หรือประชาชนในพื้นที่ไหนก็ตาม รัฐบาลเข้าไปดูแลอย่างเท่าเทียมเหมือนกันทั้งหมด
ส่วนกรณีที่มีการวิจารณ์ว่าการดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาเป็นไปอย่างล่าช้านั้น นายวรศิษฎ์ ยอมรับตามตรงว่า มีประชาชนส่วนหนึ่งไม่น้อยที่มีการยื่นขอเข้ามาและมีความซ้ำซ้อน จึงต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจน เพราะหากมีกรณีหลุดรอดออกไปก็ต้องมาตามเรียกเงินคืนภายหลัง ซึ่งทางกระทรวงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการลงขัน ไม่ใช่ว่าวงเงิน 4,000 ล้านบาท จะต้องจ่ายคนละฝ่าย ฝ่ายละ 2,000 ล้านบาท เพียงแต่ต้องดูว่า กทม. ดำเนินการได้เท่าไร รัฐบาลก็พร้อมจะเข้าไปสนับสนุนงบประมาณในส่วนที่เหลือ
ชี้เป็นเรื่องภายใน กทม. ผันแปรงบ เสนอเพิ่มงบกลางปีหน้า
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมจึงไม่แบ่งให้ชัดเจนว่าเป็นงบประมาณของรัฐบาลอย่างเดียว นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ต้องดูก่อนว่า กทม. สามารถดำเนินการได้เท่าไร เพราะ กทม. มีการตั้งงบกลางไว้แต่ก็ไม่ได้เยอะ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้เกิดวิกฤตใหญ่ขนาดนี้ จึงดำเนินการได้แค่ตามส่วนที่มีอยู่ ย้ำว่าตรงไหนที่เกินงบประมาณ รัฐบาลก็จะเข้าไปช่วยเสริม
เมื่อถามต่อว่า การที่นายชัชชาติออกมาพูดในลักษณะนี้ ทำให้ประชาชนเข้าใจว่างบเยียวยาไม่เพียงพอหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า กทม. มีการตั้งงบกลางไว้ 400 ล้านบาท ซึ่งมีการนำไปใช้ในเรื่องน้ำท่วมไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม กทม. ก็มีวิธีการผันแปรงบประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องการจัดการภายในของเขา
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ขณะนี้ กทม. มียอดที่ยังค้างการโอนเยียวยาอยู่อีกเท่าไร นายวรศิษฎ์ เปิดเผยว่า เดิมมีการพูดคุยกันไว้ว่าวงเงิน 500 ล้านบาท กทม. ดำเนินการไปแล้ว 300 ล้านบาท ในส่วนที่เหลือก็ค่อยมาว่ากันไป แต่ย้ำอีกครั้งว่าไม่ใช่เงื่อนไข เพราะถ้าเป็นเงื่อนไข คน กทม. ก็คงจะไม่ได้รับเงินเยียวยา แต่วันนี้เราดำเนินการจ่ายไปเกิน 50% แล้ว
เมื่อถามทิ้งท้ายว่า กทม. มีหน้าที่ในการไปโยกย้ายงบประมาณใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เป็นการจัดการภายในของ กทม. เอง เพราะเขาไม่ได้สำรองงบกลางส่วนนี้ไว้เยอะ ซึ่งจะไปว่าเขาก็ไม่ถูกเพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน โดยในรอบงบประมาณหน้า กทม. อาจจะต้องนำเรื่องนี้ไปพิจารณาใหม่ ว่าการตั้งงบประมาณไว้เท่านี้เพียงพอต่อการรับมือสถานการณ์หรือไม่