ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
ดร.แดเนียล ชูการ์ นักธรณีวิทยาจาก "มหาวิทยาลัยคัลการี" (Calgary University) ในแคนาดา ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร "นิว ไซเอินทิสต์" (New Scientist) ว่า จากภาพดาวเทียม แสดงให้เห็น "รอยแตกที่เป็นเส้นตรงอย่างสมบูรณ์แบบ ณ จุดที่มวลน้ำแข็งหลุดออกมา" จากธารน้ำแข็ง ที่ระดับความสูงประมาณ 5,200 เมตร แม้จะยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด แต่ก็สันนิษฐานว่าการละลายของหิมะและน้ำแข็ง" ได้ "แทรกซึมน้ำปริมาณมากลงไปในเนื้อธารน้ำแข็ง น้ำเหล่านี้ไหลซึมลงไปถึงฐานด้านล่าง และทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่น ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เกิดการพังทลายลงมาได้"
ระดับความสูงของท้องน้ำเบื้องล่าง อยู่ที่ประมาณ 3,000 เมตร หมายความว่าก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมานี้ ร่วงหล่นลงมาเป็นระยะทางราว 2 กิโลเมตร ตามแนวลาดชันทางทิศเหนือของยอดเขาซังบูรี ในระหว่างนั้น มวลน้ำแข็งก่อให้เกิดไอน้ำ ขณะที่ไหลลงต่ำไปอีก 300 เมตร ก่อนจะถึงจุดผ่านแดน
ฮาทิม ชาริฟ นักอุทกวิทยาจาก "มหาวิทยาลัยเท็กซัส ซาน อันโตนิโอ" (Texas San Antonio University) อธิบายว่า เมื่อมวลวัสดุเคลื่อนที่ลงจากเขาด้วยความเร็ว เศษหินและน้ำแข็งจะพุ่งเข้าชนและเสียดสีกัน ทำให้เกิดแรงเสียดทานมหาศาล ซึ่งเปลี่ยนเป็นความร้อน แรงเสียดทานนี้ จะทำให้น้ำแข็งบางส่วนละลาย กลายเป็นน้ำแทรกอยู่ภายในมวลวัสดุที่กำลังเคลื่อนที่ ส่งผลให้การถล่มไหลนั้น มีความเหลวและอันตรายยิ่งขึ้น
เมื่อน้ำจากลำธารต่างๆ ไหลเข้ามารวมกับมวลวัสดุ ปริมาตรของมันก็จะเพิ่มขึ้น น้ำจะทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่น ที่ช่วยคลุกเคล้าดินและพัดพาเอาตะกอนร่วนซุย ก้อนหิน ต้นไม้ และวัสดุหนักต่างๆ จากพื้นหุบเขาติดไปด้วย ซึ่ง ณ จุดนี้ มวลวัสดุจะมีสภาพ "คล้ายกับคอนกรีตเหลว" มันมีความหนาแน่นสูงมากและเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ทำให้ยากอย่างยิ่งที่จะหลบหนี .... "การวิ่งหนีคงไม่ช่วยอะไร" เช่นเดียวกับการพยายามหนีด้วยยานพาหนะ เว้นเสียแต่ว่าจะขับขึ้นไปบนเนินเขาที่สูงชันเท่านั้น
นักวิชาการด้านธารน้ำแข็งสันนิษฐานว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจเป็นปัจจัยที่เร่งให้เกิดการพังทลายของธารน้ำแข็ง ขณะที่แวดวงวิทยาศาสตร์ในวงกว้าง ต่างรีบออกมาเตือนว่าอาจมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกในระยะยาว ซึ่งส่งผลให้ธารน้ำแข็ง มีความลาดชันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่บางส่วนระบุว่าเหตุการณ์นี้มีลักษณะบ่งชี้ของปรากฏการณ์น้ำท่วมฉับพลันจากการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง (Glacial Lake Outburst Flood) หรือ GLOF ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเขื่อนกั้นน้ำตามธรรมชาติบริเวณไหล่เขาพังทลายลง
GLOF มี 2 องค์ประกอบสำคัญ :
- มีทะเลสาบธารน้ำแข็งกักเก็บน้ำ
- มีการปล่อยน้ำออกอย่างฉับพลัน
หากพบเพียงธารน้ำแข็งพัง มวลน้ำแข็ง หินถล่ม หิมะถล่ม (debris flow) โดยที่ยังไม่มีหลักฐานว่า น้ำถูกปล่อยจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง เหตุการณ์นั้น ยังไม่ควรถูกเรียกว่า GLOF แม้ท้ายที่สุดจะทำให้เกิดน้ำหลากรุนแรงเช่นเดียวกัน
ประเทศไทยเกิด GLOF ได้หรือไม่ ?
ในสภาพภูมิอากาศปัจจุบัน ไทยไม่มีธารน้ำแข็ง และทะเลสาบธารน้ำแข็ง จึงไม่เกิด GLOF ตามนิยามวิชาการ แต่ในเขตมรสุมของไทยสามารถเกิดกระบวนการ "ลูกพี่ลูกน้อง" (Cousin Phenomenon) ที่มีลำดับคล้ายกันได้ เรียกว่า น้ำหลากจากเขื่อนธรรมชาติ ที่เกิดจากดินถล่มพังทลาย (landslide-dam outburst flood)
โดยกระบวนการอาจเกิดเป็นลำดับ ดังนี้
- ฝนหนักต่อเนื่อง
- ดินอิ่มน้ำ
- ลาดเขาพัง
- ดิน, หิน และไม้อุดตามลำน้ำ
- น้ำสะสมเป็นอ่างชั่วคราว
- สิ่งกีดขวางล้นหรือพัง
- คลื่นน้ำ-โคลน-หินพุ่งลงท้ายน้ำ
แต่ในบางกรณี ไม่จำเป็นต้องมีน้ำสะสมเป็นอ่างชั่วคราวเลย ฝนที่เข้มข้นบนพื้นที่สูงชันอาจทำให้ดินถล่มและเปลี่ยนเป็น debris flow ไหลลงร่องเขาโดยตรง เช่น เหตุการณ์ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ (น้ำก้อ) 2544 ได้รับการศึกษาในฐานะ debris flow และ debris flood จึงไม่ใช่ GLOF หรือสรุปว่า เกิดจากเขื่อนธรรมชาติแตก โดยไม่มีหลักฐาน
ความเหมือนของหิมาลัยกับไทย
- การมีมวลสะสม การกักชั่วคราว การพังอย่างฉับพลัน และการขยายพลังตามหุบเขา แต่สิ่งที่ต่างกันคือวัสดุและภูมิอากาศ หิมาลัยมีน้ำแข็ง หิมะ และตะกอนธารน้ำแข็ง ส่วนไทยมีฝนมรสุม ดินผุพัง หิน และซากไม้เป็นองค์ประกอบสำคัญ