เนชั่นทีวี

ข่าว

จีนระงับกู้ภัยติดชายแดน "เนปาล" หวั่นเกิดเหตุซ้ำรอย!

28 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

จีนระงับกู้ภัยติดชายแดน "เนปาล" หวั่นเกิดเหตุซ้ำรอย!

จีนระงับการกู้ภัยกะทันหัน หวั่นจะเกิดมหันตภัยซ้ำรอย หลังมีความเป็นไปได้ว่า เขื่อนธรรมชาติที่เกิดจากดินถล่ม อาจพังทลายเพราะฝนตกหนัก ขณะที่ข้อมูลวิชาการชี้ถึงความเป็นไปได้ในประเด็นที่ว่า มีโอกาสเกิดกับไทยหรือไม่?

จีนระงับการกู้ภัยกะทันหัน หวั่นจะเกิดมหันตภัยซ้ำรอย หลังมีความเป็นไปได้ว่า เขื่อนธรรมชาติที่เกิดจากดินถล่ม อาจพังทลายเพราะฝนตกหนัก ขณะที่ข้อมูลวิชาการชี้ถึงความเป็นไปได้ในประเด็นที่ว่า มีโอกาสเกิดกับไทยหรือไม่?

KEY

POINTS

  • จีนเบรกกู้ภัยหวั่นภัยซ้ำซ้อน: อำเภอจี๋หรงฝนตกซ้ำ เสี่ยงเขื่อนธรรมชาติที่กั้นแม่น้ำในเนปาลพังทลายท่วมตอนล่าง ซ้ำเติมวิกฤตเนปาลที่เสียชีวิตแล้ว 469 ราย สูญหายกว่า 1,300 ราย
  • กลไกมหาภัยพิบัติความเร็วสูง: นักวิชาการชี้ธารน้ำแข็งละลายที่ความสูง 5,200 เมตร ร่วงหล่นทำแรงเสียดทานเปลี่ยนหิน-น้ำแข็งเป็น "คอนกรีตเหลว" ไหลเร็วด้วยความหนาแน่นสูงจนวิ่งหนีไม่ทัน
  • ถอดบทเรียนความเสี่ยงในไทย: ไทยไม่มีธารน้ำแข็งจึงไม่เกิด GLOF แต่เสี่ยงเกิดกระบวนการ "ลูกพี่ลูกน้อง" (Landslide-dam outburst flood) จากฝนตกหนัก ดินถล่มอุดลำน้ำ ก่อนพังทลายเป็นน้ำหลากโคลนซ้ำรอยเหตุการณ์น้ำก้อ จ.เพชรบูรณ์ ปี 2544

28 สิงหาคม 2569 จีนสั่งระงับปฏิบัติการกู้ภัยเหตุอุทกภัยใกล้แนวชายแดน เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อน หลังมวลน้ำมหาศาลทะลักเข้าท่วมเมื่อวันพุธ (27 สิงหาคม 2569) ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน สูญหายราว 1,400 คน รวมทั้งชาวต่างชาติจำนวนมาก

ระงับภารกิจกู้ภัย : จีนระงับปฏิบัติการกู้ภัย ในพื้นที่ชายแดนติดกับเนปาล เนื่องจากความกังวลว่า เขื่อนที่เกิดจากดินถล่มอาจพังทลายลงได้ ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกและอากาศเย็นลง

อำเภอจี๋หรง พื้นที่บริเวณชายแดนจีน-เนปาล และได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุดินถล่ม กำลังจะเผชิญกับฝนตกต่อเนื่องในช่วง 3 วันข้างหน้า ท่ามกลางคำเตือนจากทางการ เกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดดินถล่มและน้ำท่วมซ้ำอีก 

สำนักข่าว CCTV ของทางการจีน รายงานอ้างข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติจีนว่า อำเภอจี๋หรงจะมีฝนตกบ่อยครั้ง โดยอุณหภูมิในพื้นที่อาจลดต่ำลงเหลือ 8 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้รู้สึกชื้นและหนาวเย็น

ก่อนหน้านี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของจีน ได้ออกคำเตือนถึง "ความเสี่ยงสูง" ที่เขื่อนกั้นน้ำตามธรรมชาติ ที่ก่อตัวขึ้นจากเหตุดินถล่มในเนปาลอาจพังทลายลง ที่อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ตอนล่าง เนื่องจากมีการสะสมของน้ำที่กลายเป็นทะเลสาบอยู่ด้านหลังเขื่อนธรรมชาติแห่งนี้ 

จีนระงับกู้ภัยติดชายแดน "เนปาล" หวั่นเกิดเหตุซ้ำรอย!

ด้วยสถานการณ์นี้ อาจก่อให้เกิด "น้ำท่วมและความเสียหายระลอกใหม่ ในพื้นที่ตอนล่าง รวมถึงด่านจี๋หรง ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนทางบกที่สำคัญระหว่างจีนและเนปาล ที่เคยถูกทำลายเสียหายอย่างหนักจากเหตุดินถล่มมาก่อนหน้านี้ สถานการณ์นี้ยังอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยของจีน ที่ถูกส่งเข้าไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือในบริเวณด่านแห่งนี้ด้วย

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของจีน ระบุด้วยว่า ทะเลสาบแห่งนี้ ซึ่งจัดเป็นประเภท "ทะเลสาบที่เกิดจากการปิดกั้นทางน้ำ" (barrier lake) กำลังก่อตัวขึ้นใกล้กับจุดบรรจบของแม่น้ำโชเชน โคลา ในเนปาล และแม่น้ำพูเรพู ซังโป" ซึ่งไหลเข้าสู่ดินแดนของจีน

• ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น : 

ข้อมูลจากตำรวจเนปาล ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในเนปาลแล้วอย่างน้อย 469 ราย และมีผู้สูญหายอย่างน้อย 1,300 ราย ในจำนวนนี้รวมถึงชาวอเมริกันและชาวต่างชาติอื่นๆ อีกหลายสิบคน มีรายงานว่า ชาวต่างชาติบางส่วนที่สูญหายได้รับการช่วยเหลือแล้ว

• สถานการณ์ในพื้นที่ : 

ที่กรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล พบว่า ครอบครัวต่างๆ จมอยู่กับความทุกข์ และสิ้นหวัง ขณะรับทราบข่าวร้ายที่สุด เกี่ยวกับบุคคลอันเป็นที่รัก จากการตรวจสอบรายชื่อและภาพถ่ายที่ติดอยู่บนผนังของสถานที่เก็บศพ

จีนระงับกู้ภัยติดชายแดน "เนปาล" หวั่นเกิดเหตุซ้ำรอย!

ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

ดร.แดเนียล ชูการ์ นักธรณีวิทยาจาก "มหาวิทยาลัยคัลการี" (Calgary University) ในแคนาดา ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร "นิว ไซเอินทิสต์" (New Scientist) ว่า จากภาพดาวเทียม แสดงให้เห็น "รอยแตกที่เป็นเส้นตรงอย่างสมบูรณ์แบบ ณ จุดที่มวลน้ำแข็งหลุดออกมา" จากธารน้ำแข็ง ที่ระดับความสูงประมาณ 5,200 เมตร แม้จะยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด แต่ก็สันนิษฐานว่าการละลายของหิมะและน้ำแข็ง" ได้ "แทรกซึมน้ำปริมาณมากลงไปในเนื้อธารน้ำแข็ง น้ำเหล่านี้ไหลซึมลงไปถึงฐานด้านล่าง และทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่น ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เกิดการพังทลายลงมาได้"

ระดับความสูงของท้องน้ำเบื้องล่าง อยู่ที่ประมาณ 3,000 เมตร หมายความว่าก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมานี้ ร่วงหล่นลงมาเป็นระยะทางราว 2 กิโลเมตร ตามแนวลาดชันทางทิศเหนือของยอดเขาซังบูรี ในระหว่างนั้น มวลน้ำแข็งก่อให้เกิดไอน้ำ ขณะที่ไหลลงต่ำไปอีก 300 เมตร ก่อนจะถึงจุดผ่านแดน 

จีนระงับกู้ภัยติดชายแดน "เนปาล" หวั่นเกิดเหตุซ้ำรอย!

ฮาทิม ชาริฟ นักอุทกวิทยาจาก "มหาวิทยาลัยเท็กซัส ซาน อันโตนิโอ" (Texas San Antonio University) อธิบายว่า เมื่อมวลวัสดุเคลื่อนที่ลงจากเขาด้วยความเร็ว เศษหินและน้ำแข็งจะพุ่งเข้าชนและเสียดสีกัน ทำให้เกิดแรงเสียดทานมหาศาล ซึ่งเปลี่ยนเป็นความร้อน แรงเสียดทานนี้ จะทำให้น้ำแข็งบางส่วนละลาย กลายเป็นน้ำแทรกอยู่ภายในมวลวัสดุที่กำลังเคลื่อนที่ ส่งผลให้การถล่มไหลนั้น มีความเหลวและอันตรายยิ่งขึ้น 

เมื่อน้ำจากลำธารต่างๆ ไหลเข้ามารวมกับมวลวัสดุ ปริมาตรของมันก็จะเพิ่มขึ้น น้ำจะทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่น ที่ช่วยคลุกเคล้าดินและพัดพาเอาตะกอนร่วนซุย ก้อนหิน ต้นไม้ และวัสดุหนักต่างๆ จากพื้นหุบเขาติดไปด้วย ซึ่ง ณ จุดนี้ มวลวัสดุจะมีสภาพ "คล้ายกับคอนกรีตเหลว" มันมีความหนาแน่นสูงมากและเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ทำให้ยากอย่างยิ่งที่จะหลบหนี .... "การวิ่งหนีคงไม่ช่วยอะไร" เช่นเดียวกับการพยายามหนีด้วยยานพาหนะ เว้นเสียแต่ว่าจะขับขึ้นไปบนเนินเขาที่สูงชันเท่านั้น

นักวิชาการด้านธารน้ำแข็งสันนิษฐานว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจเป็นปัจจัยที่เร่งให้เกิดการพังทลายของธารน้ำแข็ง ขณะที่แวดวงวิทยาศาสตร์ในวงกว้าง ต่างรีบออกมาเตือนว่าอาจมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกในระยะยาว ซึ่งส่งผลให้ธารน้ำแข็ง มีความลาดชันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่บางส่วนระบุว่าเหตุการณ์นี้มีลักษณะบ่งชี้ของปรากฏการณ์น้ำท่วมฉับพลันจากการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง (Glacial Lake Outburst Flood) หรือ GLOF ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเขื่อนกั้นน้ำตามธรรมชาติบริเวณไหล่เขาพังทลายลง

GLOF มี 2 องค์ประกอบสำคัญ :

  • มีทะเลสาบธารน้ำแข็งกักเก็บน้ำ 
  • มีการปล่อยน้ำออกอย่างฉับพลัน

หากพบเพียงธารน้ำแข็งพัง มวลน้ำแข็ง หินถล่ม หิมะถล่ม (debris flow) โดยที่ยังไม่มีหลักฐานว่า น้ำถูกปล่อยจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง เหตุการณ์นั้น ยังไม่ควรถูกเรียกว่า GLOF แม้ท้ายที่สุดจะทำให้เกิดน้ำหลากรุนแรงเช่นเดียวกัน

จีนระงับกู้ภัยติดชายแดน "เนปาล" หวั่นเกิดเหตุซ้ำรอย!

ประเทศไทยเกิด GLOF ได้หรือไม่ ?

ในสภาพภูมิอากาศปัจจุบัน ไทยไม่มีธารน้ำแข็ง และทะเลสาบธารน้ำแข็ง จึงไม่เกิด GLOF ตามนิยามวิชาการ แต่ในเขตมรสุมของไทยสามารถเกิดกระบวนการ "ลูกพี่ลูกน้อง" (Cousin Phenomenon) ที่มีลำดับคล้ายกันได้ เรียกว่า น้ำหลากจากเขื่อนธรรมชาติ ที่เกิดจากดินถล่มพังทลาย (landslide-dam outburst flood)  

โดยกระบวนการอาจเกิดเป็นลำดับ ดังนี้ 

  • ฝนหนักต่อเนื่อง 
  • ดินอิ่มน้ำ
  • ลาดเขาพัง 
  • ดิน, หิน และไม้อุดตามลำน้ำ 
  • น้ำสะสมเป็นอ่างชั่วคราว 
  • สิ่งกีดขวางล้นหรือพัง 
  • คลื่นน้ำ-โคลน-หินพุ่งลงท้ายน้ำ

แต่ในบางกรณี ไม่จำเป็นต้องมีน้ำสะสมเป็นอ่างชั่วคราวเลย ฝนที่เข้มข้นบนพื้นที่สูงชันอาจทำให้ดินถล่มและเปลี่ยนเป็น debris flow ไหลลงร่องเขาโดยตรง เช่น เหตุการณ์ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ (น้ำก้อ) 2544 ได้รับการศึกษาในฐานะ debris flow และ debris flood จึงไม่ใช่ GLOF หรือสรุปว่า เกิดจากเขื่อนธรรมชาติแตก โดยไม่มีหลักฐาน

ความเหมือนของหิมาลัยกับไทย 

  • การมีมวลสะสม การกักชั่วคราว การพังอย่างฉับพลัน และการขยายพลังตามหุบเขา แต่สิ่งที่ต่างกันคือวัสดุและภูมิอากาศ หิมาลัยมีน้ำแข็ง หิมะ และตะกอนธารน้ำแข็ง ส่วนไทยมีฝนมรสุม ดินผุพัง หิน และซากไม้เป็นองค์ประกอบสำคัญ

จีนระงับกู้ภัยติดชายแดน "เนปาล" หวั่นเกิดเหตุซ้ำรอย!  

ข่าวล่าสุด