เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิด 5 ทางเลือก ทรัมป์ จ่อยกระดับคว่ำบาตรกดดันเศรษฐกิจอิหร่านขั้นสุด

17 ส.ค. 2569 | apirak_pra

เปิด 5 ทางเลือก ทรัมป์ จ่อยกระดับคว่ำบาตรกดดันเศรษฐกิจอิหร่านขั้นสุด

เจาะ 5 ทางเลือกสำคัญของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ในการยกระดับมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุดกดดันอิหร่าน ตั้งแต่การแซงก์ชันโรงกลั่นและธนาคารจีน ไปจนถึงการปิดล้อมทางบก

เจาะ 5 ทางเลือกสำคัญของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ในการยกระดับมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุดกดดันอิหร่าน ตั้งแต่การแซงก์ชันโรงกลั่นและธนาคารจีน ไปจนถึงการปิดล้อมทางบก

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ อาจคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันอิสระและธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของจีน ซึ่งเป็นช่องทางรายได้หลักของอิหร่าน
  • ยกระดับการปราบปรามเครือข่ายบริษัทตัวแทนและระบบขนส่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
  • พิจารณาทางเลือกปิดล้อมทางบกโดยอาศัยความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่าน เพื่อตัดเส้นทางการนำเข้าสินค้า
  • เตรียมใช้อำนาจตั้งกำแพงภาษีทุติยภูมิตอบโต้ประเทศหรือบริษัทที่ยังคงค้าขายและให้การสนับสนุนอิหร่าน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานวิเคราะห์สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา และ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมายืนยันว่า สหรัฐฯ เตรียมงัดมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ เพื่อเข้ามากดดันประเทศอิหร่านเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า

นับตั้งแต่วิกฤตการณ์สงครามเปิดฉากขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ สหรัฐฯ ได้อายัดสินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซี) ที่เชื่อมโยงกับอิหร่านไปแล้วกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งคว่ำบาตรเรือพาณิชย์ เครื่องบิน และบุคคลไปแล้วมากกว่า 1,000 รายการ โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์มี 5 ทางเลือกหลักในการยกระดับการกดดัน ดังนี้

 

1. คว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันอิสระในจีน (Teapot Refineries)

จีนถือเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน โดยนำเข้าคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของการส่งออกน้ำมันทางเรือทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ถูกดูดซับโดยโรงกลั่นน้ำมันเอกชนรายย่อยในจีน หรือที่เรียกว่า "Teapot" การใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจทุติยภูมิ (Secondary Sanctions) กับกลุ่มโรงกลั่นเหล่านี้จะช่วยตัดเส้นทางรายได้หลักของเตหะราน แม้ว่าโรงกลั่นบางส่วนอาจได้รับผลกระทบจำกัดเนื่องไม่ได้ใช้ระบบการเงินของสหรัฐฯ ก็ตาม

2. แซงก์ชันธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของจีน

สำนักงานควบคุมสินทรัพย์ต่างประเทศ (OFAC) ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังธนาคารขนาดใหญ่ของจีน 2แห่ง ที่ถูกสงสัยว่าทำหน้าที่เป็นช่องทางหมุนเวียนเงินทุนจากการซื้อขายน้ำมันและจัดซื้ออาวุธให้แก่อิหร่าน หากสหรัฐฯ ตัดสินใจลงโทษธนาคารเหล่านี้ จะสร้างแรงสั่นสะเทือนหนักต่อสถาบันการเงินทั่วโลก แต่อาจเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้จากรัฐบาลเบจิ่ง โดยเฉพาะการระงับการส่งออกแร่หายาก (Critical Minerals) ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

 

3. ไล่บี้เครือข่ายตัวแทนและระบบการขนส่ง (Whack-a-Mole Strategy)

สหรัฐฯ อาจยกระดับการไล่กวดขันกลุ่มบริษัทตัวแทน สายการบิน และกลุ่มแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในประเทศแถบอาหรับและจีน ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จะคว่ำบาตรภาคการบินของอิหร่านเพิ่มเติม เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงสินค้าทางอากาศ หลังจากที่สหรัฐฯ สามารถส่งกองทัพเรือเข้าปิดล้อมเส้นทางเดินเรือทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซไว้ได้แล้ว

 

4. มาตรการปิดล้อมทางบก (Land Blockade)

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิสราเอลบางส่วนได้เสนอทางเลือกในการยกระดับมาตรการปิดล้อมทางบก โดยอาศัยความร่วมมือจากประเทศที่มีพรมแดนติดกับอิหร่าน เช่น ปากีสถาน ตุรกี อิรัก อาร์เมเนีย และอาเซอร์ไบจาน เพื่อรบกวนการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และพลังงาน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าทางเลือกนี้ทำได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงชันและยากต่อการลาดตระเวน

5. การใช้มาตรการกำแพงภาษีทุติยภูมิ (Secondary Tariffs)

แม้ว่าศาลสูงสหรัฐฯ จะเคยมีคำตัดสินเรื่องข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับภาษี แต่ล่าสุดวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฎหมายเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถใช้อำนาจตั้งภาษีศุลกากรตอบโต้ประเทศหรือบริษัทที่ให้การสนับสนุนและค้าขายกับอิหร่านได้ ซึ่งขณะนี้กำลังรอการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการต่อไป

ข่าวล่าสุด