เนชั่นทีวี

ข่าว

เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง รวมตัวค้านขยาย EEC จี้สาวต้นตอกากพิษ

17 ส.ค. 2569 | prisana_tha

เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง รวมตัวค้านขยาย EEC จี้สาวต้นตอกากพิษ

เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง รวมตัวค้านขยาย EEC ยื่น 11,207 รายชื่อ จี้รัฐแก้ปัญหากากอุตสาหกรรม พร้อมเร่งเอาผิดรถขนกาก 3 คัน

เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง รวมตัวค้านขยาย EEC ยื่น 11,207 รายชื่อ จี้รัฐแก้ปัญหากากอุตสาหกรรม พร้อมเร่งเอาผิดรถขนกาก 3 คัน

KEY

POINTS

  • เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง ยื่น 11,207 รายชื่อ คัดค้านการขยายพื้นที่ EEC หวั่นปราจีนบุรีเป็น “หลังบ้าน EEC” รับของเสียอุตสาหกรรม
  • ชาวบ้านเดินหน้าชุมนุม แม้ตำรวจอ้างความเห็นผู้ว่าฯ ไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ศาลากลาง ยืนยันสิทธิชุมนุมตามกำหนดเดิม
  • จี้ตำรวจขยายผลรถขนกาก 3 คัน หลังพบ GPS เชื่อมโยงจุดในฉะเชิงเทรา-ปราจีนบุรี-สระแก้ว หวังสาวถึงต้นทางกากอุตสาหกรรม

17 สิงหาคม 2569 เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง รวมตัวกันที่ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

 

ก่อนหน้านี้ เครือข่ายฯ ได้ยื่นหนังสือ พร้อมรายชื่อประชาชน 11,207 รายชื่อ เสนอต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบาย EEC

 

จุดเริ่มต้นบ่อขยะอุตสาหกรรม คำสั่ง คสช.ที่ 4/2559

 

เครือข่ายฯ ระบุว่า ที่ผ่านมาปราจีนบุรี ตั้งแต่ปี 2560 ภายหลังคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 เปิดทางให้โรงงานขยะ โรงหลอม และโรงไฟฟ้าเข้ามาตั้งได้ทุกสีผังเมือง ส่งผลให้เกิดโรงงาน 105 และ 106 รวมถึงโรงหลอมจำนวนมาก เข้ามาทั้งผิดและถูกกฎหมาย กระจายไปทั่วโดยเฉพาะนักลงทุนจีน และเมื่อมี พ.ร.บ.EEC ในปี 2561 ปราจีนบุรีได้กลายเป็น “หลังบ้าน EEC” โดยเฉพาะในฐานะแหล่งรองรับและกำจัดของเสียจากพื้นที่อุตสาหกรรมหลักในภาคตะวันออก โดยไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม

เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง รวมตัวค้านขยาย EEC จี้สาวต้นตอกากพิษ

 

การบริหารเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในพื้นที่ 3 จังหวัดเดิม คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน ถือเป็นความล้มเหลว โดยเฉพาะประเด็นการควบคุมและจัดการมลพิษ ขยะพิษ และกากอุตสาหกรรม โรงงานเถื่อน โรงงานศูนย์เหรียญ ปัญหาการจัดการเรื่องนอมินี ปัญหาแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแรงงาน ปัญหาเหล่านี้หน่วยงานไม่สามารถกำกับควบคุมและจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง รวมตัวค้านขยาย EEC จี้สาวต้นตอกากพิษ

 

ผู้ว่าฯ - ผู้การฯ ปราจีนบุรี ไม่อนุญาตชาวบ้านชุมนุม

 

ด้านเครือข่ายฯ ได้ทำหนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อ สภ.เมืองปราจีนบุรี เพื่อจัดการชุมนุมปักหลักค้างคืน บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี แต่ปรากฏว่าทาง สภ.เมืองปราจีนบุรี ได้มีหนังสือตอบกลับ อ้างอิงความเห็นผู้ว่าราชการจังหวัด ว่า ไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ศาลากลางจัดการชุมนุม โดยอ้างว่า อาจเป็นการกีดขวางทางเข้าออกและรบกวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง รวมตัวค้านขยาย EEC จี้สาวต้นตอกากพิษ

 

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายฯ ได้ยืนยันสิทธิอันชอบธรรมในการชุมนุมสาธารณะ และจะเดินหน้าจัดกิจกรรมตามกำหนดการเดิม ไม่มีการย้ายสถานที่ พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติตามกฎหมายและเคารพสิทธิของประชาชน โดยจะปักหลักชุมนุมใหญ่วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ที่ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี โดยไม่มีการย้ายสถานที่

 

เปิดโปงขบวนการลอบทิ้งกาก ลากตัวคนผิดได้จริงหรือ?

 

ด้าน นายมนตรี อุดมพงษ์ สื่อมวลชนที่เกาะติดปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า ปัญหาการทิ้งกากอุตสาหกรรม ที่ระบาดไปทั่ว ทั้งที่ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และสระแก้ว

 

เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง รวมตัวค้านขยาย EEC จี้สาวต้นตอกากพิษ

 

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา รองผู้ว่าราชการ จ.ปราจีนบุรี และ สส.ที่รับผิดชอบพื้นที่ ลงไปดูจุดที่ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ที่บ้านโคกไม้แดง ต.วังช้าง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี  และกำชับส่วนราชการดำเนินการเต็มที่ โดย ผู้ว่าราชการ จ.ปราจีนบุรี มีหนังสือ ถึงผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรีแล้ว ให้ดำเนินคดี “รถขนกาก” ที่ถูกจับได้ก่อนหน้านี้

 

นายมนตรี ระบุว่า การดำเนินคดีรถ 3 คันนี้สำคัญมาก และถ้าทำจริงจัง จะช่วยคลี่คลายปมสงสัย ต้นทาง ที่ จ.ฉะเชิงเทรา และปลายทางที่ จ.สระแก้วได้ เพราะ ย้อนเหตุการณ์ได้ว่า

 

1. รถพ่วง 3 คัน ถูกตำรวจสืบฯ จ.ปราจีนบุรี จับกลางดึก วันที่ 10 ต่อเนื่องวันที่ 11 กรกฎาคม และส่งต่อให้ตำรวจ สภ.วังตะเคียน อ.กบินทร์บุรี ลงบันทึกประจำวัน

 

2.  ทีมข่าวพบว่า ตำรวจไม่ได้อายัดรถ 3 คันไว้ แต่เป็นการลงบันทึกประจำไว้ และขณะนั้นไม่ได้แจ้งข้อหา หรือให้ดำเนินคดี (อาจเพราะรอผลพิสูจน์สิ่งของที่ขนย้าย)

 

3. ทีมข่าวพบว่า ต่อมาประมาณวันที่  20-21 กรกฎาคม อุตสาหกรรมฯปราจีน ส่งเจ้าหน้าที่ไปเก็บตัวอย่างสิ่งของลักลอบเท ที่บ้านโคกไม้แดง ผลพิสูจน์จาก ศูนย์เตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก ของกระทรวงอุตสาหกรรม พบว่า ของรถบรรทุกลักลอบเทนั้น เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ มีส่วนผสมของสารโลหะหนักอันตรายหลายชนิด

 

เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง รวมตัวค้านขยาย EEC จี้สาวต้นตอกากพิษ

 

4. อุตสาหกรรมจังหวัดฯ ส่งเจ้าหน้าที่ไปแจ้งความเพิ่ม เพื่อให้เอาผิดกับคนขับรถ 3 คัน ฐานขนส่งและทิ้งกากอุตสาหกรรม ที่เป็นวัตถุอันตราย ซึ่งการจะขนส่งกากฯชนิดนี้ได้ ต้องมีใบอนุญาต ใบนำขนส่ง หรือ เมนิเฟส ที่กำกับต้นทาง ปลายทาง โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม

 

5. ทีมข่าวพบว่า ในบรรดารถพ่วง 3 คันนี้ มีรถพ่วง 1 คัน ที่มี GPS และเครือข่ายของทีมข่าวตรวจสอบ พบว่า GPS ของคันนี้ บ่งชี้ว่า มีจุดจอดหนาแน่น 3 ช่วง

 

-ช่วงที่ 1 จุดจอดถี่มาก ที่โรงงานรับกำจัดกากอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ในตำบลเกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา  

 

-ช่วงที่ 2 จุดจอดถี่มาก ที่ อ.บินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งก็คือจุดที่ถูกตำรวจดักจับได้ และเป็นจุดที่มีกากอุตสาหกรรมฯ ลักลอบเทอยู่จริง

 

-ช่วงที่ 3 จุดจอดถี่มาก ที่ตำบลห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว  ซึ่งก็คือ จุดที่พบการลักลอบเทพลาสติก สายไฟบดย่อย และน้ำมันเครื่องเก่าจำนวนมาก

 

6. จาก GPS ดังกล่าว ที่ทีมข่าวนำเสนอข่าว ไป อุตสหากรรม จ.ฉะเชิงเทรา / กอ.รมน และทีมเฉพาะกิจของกระทรวงฯ ไปตรวจสอบโรงงานนี้แล้ว พบว่าโรงงานทำผิดเงื่อนไขบางประการ จึงออกคำสั่ง “ห้ามรับกากอุตสหากรรม” มาอีก และให้ปรับปรุงแก้ไข  

 

แต่ทั้งหมด ยังไม่ได้ยืนยันว่าโรงงานนี้ เป็นเจ้าของกากฯ ที่รถบรรทุกนำไปลักลอบทิ้ง และโรงงานฯก็ชี้แจงว่า จีพีเอส ที่หนาแน่นบริเวณโรงงาน ฯ เพราะเป็นจุดจอด ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า เป็นต้นทาง

 

7. คำชี้แจงของโรงงงานฯ ฟังขึ้นในประเด็นว่า ยังไม่มีสิ่งใดบ่งชี้ว่า โรงงานเป็นต้นกำเนิดของกากที่นำไปทิ้ง และเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องนำสืบต่อไป โดยอาศัยพยานหลักฐานที่มี

 

8. พยานหลักฐาน ที่จะไขปริศนาได้ว่า  "กากอุตสาหกรรมที่นำมาทิ้งนั้น " นำมาจากไหน ก็ต้องย้อนกลับไปหา คนขับรถพ่วงทั้ง 3 คันนั้น ว่ารับของมาจากที่ใด

 

ซึ่งหากรถพ่วง 3 คัน ไม่ซัดทอด เท่ากับยอมรับความผิดไว้เอง โทษสูงสุด กรณีนี้ปรับไม่เกิน 2 แสน จำคุกไม่เกิน 2 ปี ฟังดูอาจจะไม่มาก แต่อย่าลืมว่าค่ากำจัดบำบัดที่ถูกต้องนั้นแพงมาก  ไม่เช่นนั้นคนเหล่านี้ไม่นำมาลักลอบทิ้งแน่ๆ

 

นายมนตรี ระบุว่า เรื่องนี้อยู่ในมือตำรวจโดยตรงแล้ว ผู้การจังหวัดปราจีนฯ ที่ได้รับหนังสือจากผู้ว่าปราจีนฯแล้ว ต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง และโปร่งใส หากเรื่องนี้เปิดโปงได้ก็จะเกิดผลดีทั้งต่อฉะเชิงเทรา และสระแก้ว ในแง่ที่ว่า จะขยายผลต่อไปยังต้นกำเนิดได้มากขึ้น

ข่าวล่าสุด