ทั้งนี้ พล.ต.อ. สำราญ สอบถามกลับทันทีว่า จะอ้างไม่รู้ได้ยังไง ในเมื่อมีหลักฐานเป็นบัตรประชาชน 2 คน
ขณะที่ นางสาวนาฝา แม่ทิพย์ ภูมิลำเนาอยู่ใน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ อ้างว่า เป็นคนนำชื่อลูกชายอายุ 5 ขวบ ที่เสียชีวิต แต่ไม่ได้แจ้งตาย แต่กลับมีเจ้าหน้าที่ของ อ.เชียงดาว ประสานมาว่าขอใช้ชื่อลูกชายให้กับเด็กชาวจีน โดยได้รับค่าเดินทาง 500 บาท เบื้องต้น รับสารภาพไม่รู้ว่าการกระทำดังกล่าวนั้นผิดกฎหมาย เพราะตัวเองไม่รู้หนังสือ
จากนั้น พล.ต.อ.สำราญ ได้เดินตรวจสอบภายในโรงงานและสอบถามหัวหน้าคนงาน ซึ่งอ้างว่า ไม่ทราบว่าบริษัทจดทะเบียนเป็นนอมินี ก่อนจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงข่าวภายหลังการเข้าตรวจค้นจับกุม
โดย พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า หลังจากได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนายเมียว อายุ 37 ปี เข้ามาประเทศไทย ปี2556 แล้วเข้ามาตั้งบริษัท 3 แห่ง มีสำนักงานใหญ่ คือจุดที่เข้าตรวจค้นใน อ.อ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร บริษัทแรก คือ เคทองลี่ ถือหุ้น 39% แต่พอนำหุ้นมาไขว้ ถือว่าเป็นต่างด้าวถือหุ้น100% , บริษัทที่สอง คือ เออีซี ถือหุ้น 41% มีคนไทยเป็นนอมินี 3 คน เป็นพนักงานรับจ้างของบริษัท และ บริษัทที่สามคือ เคทีแอล 40% แต่เมื่อนำหุ้นมาไขว้ พบว่าต่างด้าวถือหุ้น 100% โดยทั้ง 3 บริษัท มีความผิดที่เกี่ยวข้องกับนอมินี ชัดเจน
ส่วนความผิดของนายเมียว พบว่า ยังได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายพนักงานบริษัท ทั้งให้เซ็นรับสภาพหนี้และทำร้ายร่างกาย ศาลอุทธรณ์ สั่งจำคุก 2 ปี 10 เดือน ขณะนี้อยู่ในชั้นศาลฎีกา และหลังจากนายเมียว เข้ามาในประเทศไทย และผ่านเครื่องตรวจสแกนใบหน้าของ ตม. พบว่า นายเมียว ไปตรงกับข้อมูลของนายลี่ ที่หลบหนีคดีกระทำผิดฐานสนับสนุนการทุจริตในโครงการของรัฐ หรือคดีคอร์รัปชัน ในประเทศจีน มาประเทศไทย แต่มาใช้พาสปอร์ตชาวเมียนมาเข้ามาในประเทศไทย ในชื่อ นายเมียว
โดย นายเมียว มีความผิดการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวและประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และจากการตรวจค้นและซักถามปากคำ นายเมียว ให้การรับสารภาพว่า เป็นคนสัญชาติจีน และใช้พาสปอร์ตสัญชาติเมียนมาเข้ามาประเทศไทย โดยมีพาสปอร์ตทั้งของจีนและของเมียนมา รวมถึงยังพบเอกสารสำคัญหลายรายการ ทั้งโฉนดที่ดินมูลค่า 9 ล้านบาท
และจากการเข้าตรวจค้น ยังพบ นายธนดล อายุ 19 ปี บุตรชายของ นายเมียว โดยนายธนดล แสดงบัตรประชาชนไทย ต่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม รายละเอียดบัตรประชาชนมีที่อยู่ ใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้นายธนดล ยังแสดงสูติบัตร โดยมีชื่อบิดาและมารดาเป็นคนไทย โดยบิดาคือ นายจะตู และมารดา คือ นางนาฝา เกิดที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้เมื่อตรวจดีเอ็นเอ พบว่า ทั้งสองคนไม่ได้เป็นพ่อแม่ตัวจริงของนายธนดล จากการตรวจสอบการออกเอกสารใบสูติบัตร พบว่า คนออกบัตรคือ นายอำเภอเชียงดาว และถูกจับกุมในคดีช่วยชาวต่างด้าวออกบัตรประชาชนไปก่อนหน้านี้ โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อ
ไทม์ไลน์การลักลอบเข้าประเทศ-การกระทำความผิดของนายเมียว
ทั้งนี้ พล.ต.อ.สำราญ ไล่เรียงไทม์ไลน์การเข้าประเทศและการกระทำความผิดของนายเมียว ระบุว่า ปี 2556 นายเมียว เริ่มเข้ามาประเทศไทย โดยใช้พาสปอร์ตสัญชาติเมียนมา เดือน เม.ย. 2559 จัดตั้ง บริษัทเคทองลี่ เป็นบริษัทแรก จากนั้น เดือน พ.ค.2559 ทางการจีน ออกหมายจับ จากนั้น ก.พ.2560 จัดตั้งบริษัทเออีซี เป็นบริษัทที่ 2 และบริษัทเคทีแอล เป็นบริษัทที่ 3 ต่อมาวันที่ 10 ก.พ.2561 ใช้พาสปอร์ตเมียนมา ปี 2564 ก่อเหตุทำร้ายร่างกายคนจีน ก่อนที่วันที่ 17 ก.ย.2564 นำลูกชายเข้ามาที่ประเทศไทย และสวมสิทธิและไขว้หุ้นบริษัท ก่อนจะถูกจับกุม 2569
ด้าน นายพีรธร วิมลโลหการ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายฯ และรองโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. กล่าวว่า ถึงแม้ตัวผู้ต้องหาในคดีนี้มีหมายจับในเรื่องของทุจริตจากประเทศจีน แต่ว่าความผิดทุจริตก็เป็นหนึ่งในความผิดมูลฐานของกฎหมายฟอกเงินด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นก็สามารถดำเนินการเกี่ยวกับยึดอายัดทรัพย์สินได้ แต่ในกรณีนี้ หากเราได้รับคำร้องขอจากทางประเทศจีนอีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่เขาทุจริตมาเสียหายเท่าไหร่ เราก็สามารถยึดทรัพย์สินแล้วก็นำไปคืนให้กับทางการจีนได้ แต่ในส่วนทรัพย์สินอื่นๆ หากมีการพิสูจน์ได้ว่านำเงินที่ได้จากการทุจริตมาลงทุน มีดอกผลเกิดขึ้น ตรงนี้สำนักงาน ปปง. สามารถยึดอายัดทรัพย์สินไว้ได้เช่นเดียวกัน
สำหรับความผิดของผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย แบ่งเป็น นายเมียว หรือ นายลี่ มีความผิดข้อหา บุคคลต่างด้าว ซึ่งยินยอมให้บุคคลสัญชาติไทย ช่วยเหลือให้ถือหุ้นแทน ตาม พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว และยังมีหมายจับคดีทุจริตในประเทศจีน รวมถึงคดีทำร้ายร่างกายที่อยู่ในชั้นศาล
ส่วน นายธนดล มีความผิดฐาน ใช้หรือแสดงบัตรอันเกิดจากการยื่นคำขอบัตรโดยไม่ได้มีสัญชาติไทย ด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ
นางสาวนาฝา หรือแม่ทิพย์ มีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จกับเจ้าพนักงาน ใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่น มีชื่อในทะเบียนราษฎรโดยมิชอบ
ขณะที่ พนักงานขับรถของบริษัท ที่เป็นนอมินีคนไทย มีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ขณะนี้อยู่ระหว่างการตามจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นนอมินี อีก 2 ราย