USTR ได้พิจารณากำหนดอัตราภาษี 12.5% เป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 : 12.5% แบบ "อัตราเต็ม" เป็นกลุ่มที่ถูกระบุว่า "ล้มเหลวในการบังคับใช้การห้ามสินค้าแรงงานบังคับโดยสิ้นเชิง" จำนวน 38 ประเทศ เช่น จีนที่ยังคงเผชิญข้อกล่าวหาบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ ตามด้วย
ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, บราซิล, รัสเซีย, อิสราเอล และ 7 ประเทศสมาชิกอาเซียน
กลุ่มที่ 2 : "10% หรือ 12.5% รวมกับ MFN (Most-Favoured Nation) หรือประเทศที่ได้รับ "การปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง" ที่กำหนดให้อัตราภาษีศุลกากรและการค้ามีความเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติ และใช้มาตรฐานเดียวกัน แต่กลุ่มนี้เป็นประเทศที่ "มีสินค้าบางประเภทไม่ได้รับการยกเว้น" และต้องคิดรวมกับอัตราภาษี MFN เดิม โดยอยู่ใน 5 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ สหภาพยุโรป, สวิตเซอร์แลนด์, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, และเกาหลีใต้
สำหรับประเทศที่ได้รับอัตราที่ต่ำกว่า 10% ที่มี 17 ประเทศ ถูกระบุว่า มีกฎหมายห้ามบังคับใช้แรงงานอยู่บ้าง ได้แก่ อาร์เจนตินา, กัวเตมาลา, เอกัวดอร์, เอล ซัลวาดอร์,ฮอนดูรัส, อินเดีย, อินโดนีเซีย, จอร์แดน, บังกลาเทศ, กัมพูชา, แคนาดา, มาเลเซีย, เม็กซิโก, ปากีสถาน, ศรีลังกา, ตรินิแดดแอนด์โตเบโก และสหราชอาณาจักร
สำหรับประเทศไทย สามารถโต้แย้งได้ว่า มีกฎหมายแล้ว : บัญญัติ "forced labor" ไว้ในกฎหมายค้ามนุษย์ตั้งแต่ปี 2562 มีบทลงโทษจำคุกและปรับจริง และถือว่ารุนแรงพอสมควร
มีกลไกบังคับใช้
* NRM (National Referral Mechanism) หรือ กลไกการส่งต่อระดับชาติ เป็นระบบและแนวทางในการทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐ และภาคส่วนต่างๆ เพื่อคัดกรอง คุ้มครอง และช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน
* SOP (Standard Operating Procedure) เป็นคู่มือหรือขั้นตอนการปฏิบัติงาน และมาตรฐานที่กำหนดขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการ การตรวจสอบ และการคุ้มครองสิทธิแรงงาน
ขึ้นทะเบียนแรงงาน
* VMS (Vendor Management System) ใช้กับเรือประมง โดยเป็นเครื่องมือติดตามพิกัดเรือผ่านดาวเทียม และ GPS ซึ่งภาครัฐนำมาใช้ตรวจสอบตำแหน่ง ความเร็ว และดูแลความปลอดภัย รวมถึงสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานบนเรือประมง เพื่อป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU)
* ให้ความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยให้สัตยาบันตามอนุสัญญาฉบับที่ 29 ว่าด้วยแรงงานบังคับ (Forced Labour Convention, 1930 No. 29) ซึ่งเป็นกฎหมายเสริมขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ที่ช่วยป้องกันการใช้แรงงานบังคับ ช่วยเหลือผู้เสียหาย และลงโทษผู้ทำผิด
มีบางประเทศแล้ว ที่เริ่มเคลื่อนไหวหลังเผชิญอัตราภาษี "ที่ไม่เป็นธรรม"
- นอร์เวย์ : วิจารณ์ว่ามาตรการรีดภาษีใหม่ ไม่เป็นธรรมและไม่ชอบธรรม เพราะนอร์เวย์มีกฎหมายที่เข้มงวดในการป้องกัน และห้ามการค้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับอยู่แล้ว
- บราซิล : กำลังพิจารณาแนวทางเจรจาและหามาตรการปกป้องสินค้าส่งออกของตน
- แคนาดา : นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ ระบุว่า กำลังเร่งรัดการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ และจะไม่ลังเลที่จะปกป้องผลประโยชน์ของเราหากมีความจำเป็น และระบุว่ามาตรการใหม่ของสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล
- ออสเตรเลีย : วิจารณ์ว่า การเรียกเก็บภาษีใหม่โดยสหรัฐฯ "ไม่ยุติธรรมอย่างสิ้นเชิง" และจะยังคงกดดันให้สหรัฐฯ ยกเลิกภาษีทั้งหมดสำหรับสินค้าออสเตรเลียต่อไป
มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 มีข้อยกเว้น ดังนี้
- วัตถุดิบที่หากถูกเก็บภาษีจะทำให้เกิดการขาดแคลนในสหรัฐฯ
- สินค้าที่ถูกเก็บภาษีแล้วอาจก่อให้เกิดการหยุดชะงักต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
- สินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตหรือจัดหาได้เพียงพอ
- สินค้าบางรายการจากประเทศอาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ สหภาพยุโรป กัวเตมาลา อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน หรือสหราชอาณาจักร ซึ่งการยกเว้นภาษีจะส่งเสริมให้ประเทศเหล่านี้ปฏิบัติตามพันธกรณีเกี่ยวกับการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ หรือออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ
- สินค้าที่การเก็บภาษีไม่ช่วยแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ สินค้าที่ได้รับการยกเว้น ถูกระบุอยู่ใน Annex II (Part A) ซึ่งครอบคลุมสินค้าจำนวน 2,120 รายการ เพิ่มขึ้นจากที่เสนอเดิม 471 รายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น วัตถุดิบอาหารสัตว์ เมล็ดพืช ผลิตภัณฑ์จากพืช น้ำตาลและผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาล กาแฟสำเร็จรูปชนิดไม่ปรุงแต่งรส ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง หนังสัตว์และเครื่องหนัง ผลิตภัณฑ์จากไม้ เหล็กหล่อ เศษอลูมิเนียม สารประกอบโลหะมีค่า อุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และยา/ส่วนประกอบของยา