2. ทำไมสหรัฐฯ ถึงดำเนินการเช่นนี้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และทำเนียบขาวชี้แจงเหตุผลไว้ 2 ประการหลัก
- ความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Cost Asymmetry): ประเทศที่ไม่มีกฎหมายปราบปรามสินค้าแรงงานบังคับอย่างจริงจัง เปิดทางให้ผู้ผลิตเข้าถึงวัตถุดิบราคาถูกที่ไม่ถูกต้องตามจริยธรรม สร้างความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการอเมริกันภายใต้กฎหมาย UFLPA
- การขาดมาตรการรองรับทางกฎหมาย: ประเทศที่ไม่สามารถผ่านกฎหมายห้ามนำเข้า หรือไม่ได้ทำข้อตกลงทวิภาคีกับวอชิงตันก่อนประกาศคำสั่ง ถูกจัดเข้ากลุ่มภาษี 12.5% โดยอัตโนมัติ
3. สิ่งที่ไทยควรรีบดำเนินการ
- มาตรการระดับนโยบายเร่งด่วน (ภาครัฐ): ตรากฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับเพื่อลดภาษีเหลือ 10%, เร่งเจรจาทำกรอบความตกลง ART กับ USTR และใช้ประโยชน์จากกลไกโควตาอัตราภาษี (TRQs)
- การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม (ภาคเอกชน): ยกระดับระบบตรวจสอบความซื่อสัตย์ของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Traceability) ถึงระดับวัตถุดิบขั้นแรก และยื่นขอยกเว้นภาษีรายสินค้า (Annex A Exclusions)
- การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว: รับมือการตรวจสอบเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน ป้องกันการสวมสิทธิ และเร่งกระจายตลาดส่งออกผ่านกรอบ RCEP, CPTPP หรือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป
"ประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยจากภาษีสหรัฐ 301 เปรียบเทียบ 12.5% กับ 25%"
อาจารย์กฤษฎา ยังวิเคราะห์ มาตรการภาษี Section 301 ของสหรัฐฯ ที่อัตรา 12.5% ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดอันดับหนึ่ง มูลค่าสินค้าไทยที่โดนภาษีมีราว 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างภาระภาษีเพิ่มขึ้นกว่า 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มยางพารา อาหารแปรรูป และชิ้นส่วนยานยนต์
นอกจากนี้ ไทยยังเสียเปรียบด้านการแข่งขันแก่เพื่อนบ้านในอาเซียนที่ได้อัตราภาษี 10% คิดเป็นมูลค่าคำสั่งซื้อที่เสี่ยงสูญเสียกว่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และอาจกดดันให้ GDP ไทยลดลงราว 0.3%
ยิ่งไปกว่านั้น หากถูกยกระดับภาษีขึ้นเป็น 25% มูลค่าส่งออกอาจหายไปถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฉุด GDP ร่วงลงกว่า 1.5% และเสี่ยงเลิกจ้างงานสูงถึง 250,000 ตำแหน่ง
ไทยจึงต้องเร่งแก้กฎหมายแรงงานและเจรจาผ่อนปรนโดยด่วน
การปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างการส่งออกและภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในมิติของภาระภาษีส่วนเพิ่ม ความเสียเปรียบเชิงการแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียน และความเสี่ยงยุทธศาสตร์ในอนาคต
1. ประเมินความเสียหายเชิงลึก กรณีไทยโดนภาษี 12.5% เปรียบเทียบกับคู่แข่งในอาเซียนที่ได้ 10%
ในปี 2025 ถึง 2026 มูลค่าการส่งออกรวมของประเทศไทยไปยังสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 52,000 ถึง 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.8 ถึง 1.9 ล้านล้านบาท โดยสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 17 ถึง 18% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ
เมื่อพิจารณาโครงสร้างสินค้าที่ได้รับผลกระทบจริง จะพบว่าสินค้าส่งออกของไทยไม่ได้ถูกจัดเก็บภาษี 12.5% ทั้งหมด เนื่องจากมีรายการข้อยกเว้น โดยสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเทคโนโลยีสูง เช่น ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท และกลุ่มสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งต้องโดนอัตราภาษี 12.5% เต็ม คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของมูลค่าส่งออก หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 20,800 ถึง 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.3 ถึง 7.7 แสนล้านบาท)
สำหรับประเมินมูลค่าความเสียหายเชิงตัวเลขในกรณีอัตราภาษี 12.5% มีรายละเอียดสำคัญสามประการ ได้แก่:
ประการแรก ภาระภาษีส่วนเพิ่มโดยตรง: การจัดเก็บภาษีที่อัตรา 12.5% ส่งผลให้ผู้ประกอบการและผู้นำเข้าสินค้าในสหรัฐฯ ต้องแบกรับภาระภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 2,600 ถึง 2,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 91,000 ถึง 96,000 ล้านบาทต่อปี
ประการที่สอง ความเสียเปรียบเชิงการแข่งขันจากส่วนต่างภาษี 2.5%: การที่คู่แข่งสำคัญในอาเซียนอย่างมาเลเซีย, อินโดนีเซีย, กัมพูชา และบังกลาเทศ ได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่าซึ่งอยู่ที่ 10% ทำให้ไทยเสียเปรียบด้านราคาอยู่ 2.5% แม้ตัวเลขส่วนต่างนี้จะดูไม่สูง แต่สำหรับอุตสาหกรรมที่มีอัตรากำไรสุทธิสั้นมาก เช่น ยางพารา, อาหารแปรรูป, สิ่งทอ และเกษตรกรรม ซึ่งมีอัตรากำไรเฉลี่ยเพียง 3 ถึง 6% ส่วนต่าง 2.5% นี้สามารถทำลายความสามารถในการทำกำไรทั้งหมดของผู้ส่งออกไทย ส่งผลให้คำสั่งซื้อมีแนวโน้มถูกย้ายไปยังประเทศคู่แข่ง ประเมินว่าไทยเสี่ยงสูญเสียมูลค่าการส่งออกจากการย้ายคำสั่งซื้อประมาณ 1,200 ถึง 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 42,000 ถึง 63,000 ล้านบาทต่อปี
ประการที่สาม ผลกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ: สถาบันวิจัยเศรษฐกิจประเมินว่า มาตรการภาษี 12.5% จะกดดันการขยายตัวของการส่งออกไทยให้ชะลอลงราว 0.8 ถึง 1.2% และส่งผลกระทบให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของไทย ลดลงประมาณ 0.25 ถึง 0.40% ในปี 2026
สำหรับกลุ่มสินค้าหลักของไทยที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ กลุ่มพลาสติกและยางพารา มีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีภาระภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 525 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลุ่มอาหารแปรรูปและอาหารทะเล มีมูลค่าส่งออกราว 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีภาระภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 437 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน มีมูลค่าส่งออกราว 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีภาระภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลุ่มโลหะกับผลิตภัณฑ์โลหะ มีมูลค่าส่งออกราว 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีภาระภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 262 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
2. ประเมินความเสียหายกรณีสถานการณ์เลวร้ายที่สุด หากถูกปรับขึ้นภาษีเป็น 25%
หากสหรัฐฯ นำผลการไต่สวนมาตรา 301 ในประเด็นเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง หรือเรื่องการสวมสิทธิสินค้าจากประเทศที่สาม มาบังคับใช้เพิ่มเติม จนดันอัตราภาษีลงโทษรวมของไทยพุ่งขึ้นไปถึง 25% เศรษฐกิจไทยจะเผชิญภาวะช็อกอย่างรุนแรง
ในแง่ของตัวเลขความเสียหาย อัตราภาษี 25% จะทำให้ภาระภาษีนำเข้าสินค้าไทยพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว อยู่ที่ประมาณ 5,200 ถึง 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 1.8 ถึง 1.9 แสนล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ สหรัฐฯ อาจยกเลิกการยกเว้นภาษีในกลุ่มสินค้าไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้มูลค่าสินค้าไทยที่ต้องโดนภาษีขยายวงกว้างจาก 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็น 38,000 ถึง 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ คาดว่าจะหดตัวลงทันที 15 ถึง 22% คิดเป็นมูลค่าการส่งออกที่สูญหายไปราว 8,000 ถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.8 ถึง 4.2 แสนล้านบาทภายในระยะเวลา 12 เดือน
ในมิติโครงสร้างเศรษฐกิจวงกว้าง อัตราภาษี 25% จะฉุด GDP ของไทยให้ลดลงอย่างหนักถึง 1.2 ถึง 1.8% ซึ่งเสี่ยงนำพาเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย ภาคอุตสาหกรรมรับจ้างผลิตในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ยางพารา และอาหารแปรรูป อาจเผชิญการเลิกจ้างงานประเมินขั้นต่ำ 150,000 ถึง 250,000 ตำแหน่ง จากการปิดโรงงานหรือการย้ายฐานการผลิตของทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน ดุลบัญชีเดินสะพัดที่หดตัวลงอย่างรวดเร็วจะสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 37 ถึง 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ด้วยเหตุนี้ การเร่งรัดเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART และการเร่งปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศเกี่ยวกับมาตรฐานแรงงานและห่วงโซ่อุปทาน จึงเป็นโจทย์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เร่งด่วนที่สุดของกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลไทย เพื่อดึงอัตราภาษีกลับลงมาที่ระดับ 10% และป้องกันไม่ให้สหรัฐฯ ยกระดับมาตรการไปสู่ขั้น 25% ในอนาคต
ภาพและข้อมูลจาก whitehouse.gov