เมื่อ “เนทันยาฮู” หลังพิงฝา อิสราเอลจึงตัวแปรที่อาจล้มดีลหยุดยิง “ทรัมป์”
15 มิ.ย. 2569 | prisana_tha

เมื่อ “เนทันยาฮู” หลังพิงฝา อิสราเอลจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจล้มโต๊ะ ในวันที่ดีลหยุดยิงของ “โดนัลด์ ทรัมป์” คือวันพิพากษาคุกของเขา
ข่าว
15 มิ.ย. 2569 | prisana_tha

เมื่อ “เนทันยาฮู” หลังพิงฝา อิสราเอลจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจล้มโต๊ะ ในวันที่ดีลหยุดยิงของ “โดนัลด์ ทรัมป์” คือวันพิพากษาคุกของเขา
KEY
POINTS
15 มิถุนายน 2569 “ดีลหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน” ที่ผลักดันโดย “โดนัลด์ ทรัมป์” กำลังถูกจับตาในเวทีการเมืองโลก นักวิชาการไทยในสหรัฐฯ ชี้ว่า “อิสราเอล” อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ข้อตกลงของทรัมป์สะดุด ขณะที่ “เบนจามิน เนทันยาฮู” ถูกมองว่ากำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านความมั่นคงและคดีความทางการเมืองภายในประเทศ
โดย นายกฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทย จากแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา นำเสนอบทความเรื่อง “ตัวแปรอิสราเอลผู้อาจล้มโต๊ะ: เมื่อดีลหยุดยิงของทรัมป์ คือวันพิพากษาคุกของเนทันยาฮู”
การประกาศบรรลุกรอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และอิหร่าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2026 อาจสร้างความหวังให้แก่ตลาดพลังงานและโลกที่โหยหาสันติภาพ ทว่าในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ดีลที่ทำเนียบขาวพยายามหยิบยื่นให้นั้นกำลังมุ่งหน้าสู่ทางตัน และตัวแปรแหลมคมที่สุดที่จะเป็นผู้ล้มโต๊ะเจรจาในวันศุกร์นี้ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กลับไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพันธมิตรแนบแน่นอย่าง "อิสราเอล"
เมื่อวิเคราะห์จากพฤติกรรมทางการเมือง ลัทธิความมั่นคง และวิกฤตภายในประเทศ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และผู้นำระดับสูงของเทลอาวีฟ ต่างมองข้อตกลงนี้ด้วย "ความเดือดดาลและกังวลขั้นสูงสุด" เพราะดีลหยุดยิงฉบับทรัมป์ไม่เพียงแต่คุกคามความมั่นคงของรัฐ แต่อีกด้านหนึ่ง มันคือการกระชากเกราะคุ้มกันยามศึกสงคราม บีบให้เนทันยาฮูต้องจนมุม และปิดหน้าต่างแห่งการซื้อเวลาทางการเมืองลงอย่างทารุณ
แม้ดีลนี้อาจยุติเสียงปืนระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานได้ชั่วคราว แต่สำหรับคู่แค้นอย่างอิสราเอล-อิหร่าน มันคือการกดปุ่มนับถอยหลังสู่สงครามใต้ดินที่วินาศสันตะโรยิ่งกว่าเดิม ด้วยชะตากรรมที่หลังพิงฝาและคดีอาญาที่จ่อประตูคุกอยู่ตรงหน้า นายกรัฐมนตรีอิสราเอลผู้นี้จึงพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางข้อตกลงวันศุกร์นี้ และดึงโลกกลับสู่กองเพลิงเพื่อยื้อลมหายใจของตนเองต่อไป
จำแนกปฏิกิริยาและแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเนทันยาฮูออกเป็น 3 มิติหลัก:
- มิติแรก คือ การตอบโต้ในที่สาธารณะและการประณามดีล (Public Rhetoric & Denunciation) ~ เนทันยาฮูจะเปิดฉากโจมตีวอชิงตันอย่างไม่ไว้หน้า โดยหยิบยกโวหารที่เคยใช้ถล่มข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 (JCPOA) กลับมาปัดฝุ่นใหม่ แต่ครั้งนี้จะทวีความรุนแรงและฉุนเฉียวยิ่งกว่า เพราะมันเกิดขึ้นหลังจากการปะทะกันอย่างนองเลือด เขาจะตราหน้าดีลนี้ว่าเป็น "ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่อันตรายกว่าเดิม" และเป็น "การผ่อนปรนที่หายนะ" (Appeasement)
โดยชี้ให้โลกเห็นว่า การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลและการเตรียมยกเลิกคว่ำบาตรของกลุ่มประเทศยุโรป (E4) จะทำให้อิหร่านได้รับ "เงินปันผลแห่งความกลัว" (Terror Dividend) เม็ดเงินมหาศาลจากการขายน้ำมันจะไหลตรงเข้าสู่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เพื่อชุบชีวิตติดอาวุธให้กลุ่มตัวแทน (Proxies) ทั้งเฮซบอลลาห์ในเลบานอน ฮูตีในเยเมน และกลุ่มติดอาวุธในอิรัก ให้กลับมาคุกคามอิสราเอลในระยะยาว
- มิติที่สอง คือ วิกฤตศรัทธาและการเมืองภายในประเทศ (Domestic Political Crisis) ~ ดีลนี้คือ "ฝันร้ายทางการเมือง" ที่อาจปิดฉากอาชีพของเขา รัฐบาลผสมปีกขวาจัด (Ultra-nationalist) ของเขาจะมองว่านี่คือความพ่ายแพ้และขู่ถอนตัวทันที ซึ่งจะทำให้รัฐบาลล่มสลาย ยิ่งไปกว่านั้น สัจจะวาจาที่เนทันยาฮูเคยให้ไว้ว่าเฮซบอลลาห์ถูกปราบราบคาบแล้วและอิหร่านกำลังจะล่มสลาย กำลังกลายเป็นงูกัดตัวเอง เมื่ออิหร่านสามารถบีบให้สหรัฐฯ ยอมสยบและเปิดทางน้ำได้ สาธารณชนอิสราเอลย่อมตระหนักว่า "รัฐบาลโกหก" และปฏิบัติการทหารที่ผ่านมาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
- มิติที่สาม ซึ่งอันตรายที่สุดคือ ยุทธศาสตร์ทางทหาร : "ทางเลือกของอิสราเอล" (The Israeli Course of Action) ภายใต้ "หลักนิยมเบกิน" (Begin Doctrine) ~ อิสราเอลไม่มีวันยอมให้ศัตรูในภูมิภาคสร้างความคุ้มครองนิวเคลียร์ได้ เนทันยาฮูจะประกาศกร้าวว่า "ข้อตกลงระหว่างวอชิงตันและเตหะราน ไม่มีผลผูกพันต่อรัฐอิสราเอล" และในเมื่อทรัมป์จำกัดไม่ให้อิสราเอลเปิดศึกขนาดใหญ่ในเวลานี้ อิสราเอลจะหันไปใช้ "ปฏิบัติการลับและการก่อวินาศกรรม" (Covert Operations) ใต้ดินอย่างบ้าคลั่ง ทั้งการส่งหน่วย Mossad ลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์ การใช้ไซเบอร์โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ หรือถล่มคลังอาวุธในเลบานอนแบบไม่ประทับตรา เพื่อยั่วยุให้อิหร่านตบะแตกและตอบโต้กลับ ซึ่งจะเป็นการ "ล้มโต๊ะเจรจา" ก่อนที่ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะเกิดขึ้นในอีก 60 วันข้างหน้า
ความจริงที่แยกไม่ออกระหว่าง "ความมั่นคงของรัฐ" กับ "ความรอดพ้นจากคุกของตนเอง"
สิ่งที่ เนทันยาฮู กลัวที่สุดไม่ใช่การสูญเสียอำนาจ แต่คือการ "เดินเข้าเรือนจำ" ปัจจุบันคดีทุจริตคอร์รัปชันร้ายแรงถึง 3 คดียังคงไล่บี้เขาอยู่หน้าศาลแขวงกรุงเยรูซาเลม ทั้งคดีรับสินบนเอื้อประโยชน์สื่อ (คดี 4000) คดีทำดีลลับแทรกแซงสื่อ (คดี 2000) และคดีรับของกำนัลหรูจากมหาเศรษฐี (คดี 1000) ตราบใดที่เขายังครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรียามศึกสงคราม ทีมกฎหมายสามารถอ้าง "เหตุความมั่นคงเร่งด่วน" เพื่อขอเลื่อนการไต่สวนออกไปได้เรื่อยๆ (ดังเช่นที่เพิ่งขอเลื่อนเมื่อต้นเดือนมิถุนายน) แต่ถ้าดีลของทรัมป์บังคับให้เกิดสันติภาพ และเขาต้องแพ้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม 2026 เกราะคุ้มกันนี้จะหลุดทันที กระบวนการศาลจะเดินหน้าเต็มสูบ และคุกคือปลายทาง
ในทางรัฐศาสตร์ นโยบายเผชิญหน้าทางทหารระดับสูงของเนทันยาฮูจึงเป็น "ยุทธศาสตร์ซื้อเวลา" (War as a Time-Buying Strategy) เพื่อรักษาภาพลักษณ์ "มิสเตอร์ซีคิวริตี้" ไม่ให้ประชาชนเปลี่ยนม้ากลางศึก เพื่อชะลอการตั้งคณะกรรมการสอบสวนแห่งชาติที่จะมาเช็คบิลความล้มเหลวของเขา และเพื่อรักษาเอกภาพของรัฐบาลปีกขวาจัดสายเหยี่ยวเอาไว้
ข่าวล่าสุด