เนชั่นทีวี

ข่าว

เมื่อ “เนทันยาฮู” หลังพิงฝา อิสราเอลจึงตัวแปรที่อาจล้มดีลหยุดยิง “ทรัมป์”

15 มิ.ย. 2569 | prisana_tha

เมื่อ “เนทันยาฮู” หลังพิงฝา อิสราเอลจึงตัวแปรที่อาจล้มดีลหยุดยิง “ทรัมป์”

เมื่อ “เนทันยาฮู” หลังพิงฝา อิสราเอลจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจล้มโต๊ะ ในวันที่ดีลหยุดยิงของ “โดนัลด์ ทรัมป์” คือวันพิพากษาคุกของเขา

เมื่อ “เนทันยาฮู” หลังพิงฝา อิสราเอลจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจล้มโต๊ะ ในวันที่ดีลหยุดยิงของ “โดนัลด์ ทรัมป์” คือวันพิพากษาคุกของเขา

KEY

POINTS

  • นักวิชาการไทยวิเคราะห์ว่า MOU ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเผชิญอุปสรรคจากอิสราเอล ซึ่งมองว่าข้อตกลงดังกล่าวกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และอาจเปิดทางให้อิหร่านกลับมามีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารมากขึ้น
     
  • เบนจามิน เนทันยาฮู ถูกประเมินว่าจะตอบโต้ใน 3 มิติ ได้แก่ การโจมตีข้อตกลงผ่านเวทีสาธารณะ การเผชิญวิกฤตการเมืองภายในจากรัฐบาลผสมฝ่ายขวา และการใช้ปฏิบัติการลับหรือยุทธวิธีทางทหารเพื่อสกัดไม่ให้ข้อตกลงเดินหน้าสำเร็จ
     
  • บทวิเคราะห์ชี้ว่า การรักษาบรรยากาศความขัดแย้งและภาวะสงครามอาจเป็นกลยุทธ์ซื้อเวลาทางการเมืองของเนทันยาฮู เนื่องจากยังมีคดีทุจริตสำคัญ 3 คดีรอการพิจารณา และการสิ้นสุดสงครามอาจทำให้เกราะคุ้มกันทางการเมืองของเขาสิ้นสุดลง

15 มิถุนายน 2569 “ดีลหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน” ที่ผลักดันโดย “โดนัลด์ ทรัมป์” กำลังถูกจับตาในเวทีการเมืองโลก นักวิชาการไทยในสหรัฐฯ ชี้ว่า “อิสราเอล” อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ข้อตกลงของทรัมป์สะดุด ขณะที่ “เบนจามิน เนทันยาฮู” ถูกมองว่ากำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านความมั่นคงและคดีความทางการเมืองภายในประเทศ

 

โดย นายกฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทย จากแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา นำเสนอบทความเรื่อง “ตัวแปรอิสราเอลผู้อาจล้มโต๊ะ: เมื่อดีลหยุดยิงของทรัมป์ คือวันพิพากษาคุกของเนทันยาฮู”

เมื่อ “เนทันยาฮู” หลังพิงฝา อิสราเอลจึงตัวแปรที่อาจล้มดีลหยุดยิง “ทรัมป์”

 

การประกาศบรรลุกรอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และอิหร่าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2026 อาจสร้างความหวังให้แก่ตลาดพลังงานและโลกที่โหยหาสันติภาพ ทว่าในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ดีลที่ทำเนียบขาวพยายามหยิบยื่นให้นั้นกำลังมุ่งหน้าสู่ทางตัน และตัวแปรแหลมคมที่สุดที่จะเป็นผู้ล้มโต๊ะเจรจาในวันศุกร์นี้ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กลับไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพันธมิตรแนบแน่นอย่าง "อิสราเอล"

 

เมื่อวิเคราะห์จากพฤติกรรมทางการเมือง ลัทธิความมั่นคง และวิกฤตภายในประเทศ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และผู้นำระดับสูงของเทลอาวีฟ ต่างมองข้อตกลงนี้ด้วย "ความเดือดดาลและกังวลขั้นสูงสุด" เพราะดีลหยุดยิงฉบับทรัมป์ไม่เพียงแต่คุกคามความมั่นคงของรัฐ แต่อีกด้านหนึ่ง มันคือการกระชากเกราะคุ้มกันยามศึกสงคราม บีบให้เนทันยาฮูต้องจนมุม และปิดหน้าต่างแห่งการซื้อเวลาทางการเมืองลงอย่างทารุณ

แม้ดีลนี้อาจยุติเสียงปืนระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานได้ชั่วคราว แต่สำหรับคู่แค้นอย่างอิสราเอล-อิหร่าน มันคือการกดปุ่มนับถอยหลังสู่สงครามใต้ดินที่วินาศสันตะโรยิ่งกว่าเดิม ด้วยชะตากรรมที่หลังพิงฝาและคดีอาญาที่จ่อประตูคุกอยู่ตรงหน้า นายกรัฐมนตรีอิสราเอลผู้นี้จึงพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางข้อตกลงวันศุกร์นี้ และดึงโลกกลับสู่กองเพลิงเพื่อยื้อลมหายใจของตนเองต่อไป

 

สามมิติแห่งความโกรธเกรี้ยว: ปฏิกิริยาของเทลอาวีฟ

 

เมื่อ “เนทันยาฮู” หลังพิงฝา อิสราเอลจึงตัวแปรที่อาจล้มดีลหยุดยิง “ทรัมป์”

 

จำแนกปฏิกิริยาและแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเนทันยาฮูออกเป็น 3 มิติหลัก:

 

- มิติแรก คือ การตอบโต้ในที่สาธารณะและการประณามดีล (Public Rhetoric & Denunciation) ~ เนทันยาฮูจะเปิดฉากโจมตีวอชิงตันอย่างไม่ไว้หน้า โดยหยิบยกโวหารที่เคยใช้ถล่มข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 (JCPOA) กลับมาปัดฝุ่นใหม่ แต่ครั้งนี้จะทวีความรุนแรงและฉุนเฉียวยิ่งกว่า เพราะมันเกิดขึ้นหลังจากการปะทะกันอย่างนองเลือด เขาจะตราหน้าดีลนี้ว่าเป็น "ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่อันตรายกว่าเดิม" และเป็น "การผ่อนปรนที่หายนะ" (Appeasement)

 

โดยชี้ให้โลกเห็นว่า การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลและการเตรียมยกเลิกคว่ำบาตรของกลุ่มประเทศยุโรป (E4) จะทำให้อิหร่านได้รับ "เงินปันผลแห่งความกลัว" (Terror Dividend) เม็ดเงินมหาศาลจากการขายน้ำมันจะไหลตรงเข้าสู่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เพื่อชุบชีวิตติดอาวุธให้กลุ่มตัวแทน (Proxies) ทั้งเฮซบอลลาห์ในเลบานอน ฮูตีในเยเมน และกลุ่มติดอาวุธในอิรัก ให้กลับมาคุกคามอิสราเอลในระยะยาว

 

เมื่อ “เนทันยาฮู” หลังพิงฝา อิสราเอลจึงตัวแปรที่อาจล้มดีลหยุดยิง “ทรัมป์”

 

- มิติที่สอง คือ วิกฤตศรัทธาและการเมืองภายในประเทศ (Domestic Political Crisis) ~ ดีลนี้คือ "ฝันร้ายทางการเมือง" ที่อาจปิดฉากอาชีพของเขา รัฐบาลผสมปีกขวาจัด (Ultra-nationalist) ของเขาจะมองว่านี่คือความพ่ายแพ้และขู่ถอนตัวทันที ซึ่งจะทำให้รัฐบาลล่มสลาย ยิ่งไปกว่านั้น สัจจะวาจาที่เนทันยาฮูเคยให้ไว้ว่าเฮซบอลลาห์ถูกปราบราบคาบแล้วและอิหร่านกำลังจะล่มสลาย กำลังกลายเป็นงูกัดตัวเอง เมื่ออิหร่านสามารถบีบให้สหรัฐฯ ยอมสยบและเปิดทางน้ำได้ สาธารณชนอิสราเอลย่อมตระหนักว่า "รัฐบาลโกหก" และปฏิบัติการทหารที่ผ่านมาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

 

- มิติที่สาม ซึ่งอันตรายที่สุดคือ ยุทธศาสตร์ทางทหาร : "ทางเลือกของอิสราเอล" (The Israeli Course of Action) ภายใต้ "หลักนิยมเบกิน" (Begin Doctrine) ~ อิสราเอลไม่มีวันยอมให้ศัตรูในภูมิภาคสร้างความคุ้มครองนิวเคลียร์ได้ เนทันยาฮูจะประกาศกร้าวว่า "ข้อตกลงระหว่างวอชิงตันและเตหะราน ไม่มีผลผูกพันต่อรัฐอิสราเอล" และในเมื่อทรัมป์จำกัดไม่ให้อิสราเอลเปิดศึกขนาดใหญ่ในเวลานี้ อิสราเอลจะหันไปใช้ "ปฏิบัติการลับและการก่อวินาศกรรม" (Covert Operations) ใต้ดินอย่างบ้าคลั่ง ทั้งการส่งหน่วย Mossad ลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์ การใช้ไซเบอร์โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ หรือถล่มคลังอาวุธในเลบานอนแบบไม่ประทับตรา เพื่อยั่วยุให้อิหร่านตบะแตกและตอบโต้กลับ ซึ่งจะเป็นการ "ล้มโต๊ะเจรจา" ก่อนที่ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะเกิดขึ้นในอีก 60 วันข้างหน้า

 

เมื่อ “เนทันยาฮู” หลังพิงฝา อิสราเอลจึงตัวแปรที่อาจล้มดีลหยุดยิง “ทรัมป์”

 

ยื้อสงครามเพื่อหวังรอดพ้นจากคุก

 

ความจริงที่แยกไม่ออกระหว่าง "ความมั่นคงของรัฐ" กับ "ความรอดพ้นจากคุกของตนเอง"

 

สิ่งที่ เนทันยาฮู กลัวที่สุดไม่ใช่การสูญเสียอำนาจ แต่คือการ "เดินเข้าเรือนจำ" ปัจจุบันคดีทุจริตคอร์รัปชันร้ายแรงถึง 3 คดียังคงไล่บี้เขาอยู่หน้าศาลแขวงกรุงเยรูซาเลม ทั้งคดีรับสินบนเอื้อประโยชน์สื่อ (คดี 4000) คดีทำดีลลับแทรกแซงสื่อ (คดี 2000) และคดีรับของกำนัลหรูจากมหาเศรษฐี (คดี 1000) ตราบใดที่เขายังครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรียามศึกสงคราม ทีมกฎหมายสามารถอ้าง "เหตุความมั่นคงเร่งด่วน" เพื่อขอเลื่อนการไต่สวนออกไปได้เรื่อยๆ (ดังเช่นที่เพิ่งขอเลื่อนเมื่อต้นเดือนมิถุนายน) แต่ถ้าดีลของทรัมป์บังคับให้เกิดสันติภาพ และเขาต้องแพ้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม 2026 เกราะคุ้มกันนี้จะหลุดทันที กระบวนการศาลจะเดินหน้าเต็มสูบ และคุกคือปลายทาง

 

ในทางรัฐศาสตร์ นโยบายเผชิญหน้าทางทหารระดับสูงของเนทันยาฮูจึงเป็น "ยุทธศาสตร์ซื้อเวลา" (War as a Time-Buying Strategy) เพื่อรักษาภาพลักษณ์ "มิสเตอร์ซีคิวริตี้" ไม่ให้ประชาชนเปลี่ยนม้ากลางศึก เพื่อชะลอการตั้งคณะกรรมการสอบสวนแห่งชาติที่จะมาเช็คบิลความล้มเหลวของเขา และเพื่อรักษาเอกภาพของรัฐบาลปีกขวาจัดสายเหยี่ยวเอาไว้

 

เมื่อ “เนทันยาฮู” หลังพิงฝา อิสราเอลจึงตัวแปรที่อาจล้มดีลหยุดยิง “ทรัมป์”