เขย่าเศรษฐกิจโลก: ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดีดพุ่งทะยานเกือบ 4% ทันทีหลังสิ้นเสียงระเบิด
ผลกระทบจากการเปิดฉากทำสงครามและการปะทะกันโดยตรงระหว่างสองมหาอำนาจในตะวันออกกลาง ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนเข้าสู่ตลาดทุนและเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว โดยภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงหลังจากมีรายงานเหตุระเบิดในอิหร่าน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสัญญาส่งมอบล่วงหน้าดิ่งพุ่งทะยานขึ้นทันที
โดยราคาน้ำมันดิบเกณฑ์สากลอย่าง เบรนท์ (Brent crude) ดีดตัวพุ่งสูงขึ้นถึง 3.63% ขึ้นไปแตะระดับ 96.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบฝั่งสหรัฐฯ อย่าง เวสต์เทกซัส (WTI) ก็ขยับตัวพุ่งสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยบวกเพิ่มขึ้น 3.35% ไปอยู่ที่ระดับ 93.89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าหากการสู้รบยังขยายวงกว้างและมีการตอบโต้กันไปมา วิกฤตราคาพลังงานโลกอาจพุ่งทะลุเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเวลาอันสั้น
อ่านเกมทูตหักเหลี่ยม: "เนทันยาฮู" เมินสายตรงทำเนียบขาว ดับฝันดีลสันติภาพของ "ทรัมป์"
ด้านความเคลื่อนไหวทางทูตระดับโลก วิกฤตการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายและสร้างความหักมุมให้แก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก แหล่งข่าวกรองวงในเปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่อิสราเอลจะส่งเครื่องบินรบขึ้นฟ้า ทรัมป์ได้ต่อสายโทรศัพท์สายตรงถึง นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เพื่อกดดันไม่ให้อิสราเอลทำการโจมตีตอบโต้อิหร่าน เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเดินเกมทูตผ่านตัวกลางปากีสถาน กาตาร์ และอียิปต์ และมีความมั่นใจสูงมากว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพหรือบันทึกความเข้าใจร่วมกับอิหร่านได้ภายในวันจันทร์หรืออังคารที่จะถึงนี้
ทรัมป์เพิ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ไฟแนนเชียล ไทมส์ (The Financial Times) หมาดๆ โดยประกาศกร้าวว่า "ตัวเขาคือผู้คุมเกมและออกคำสั่งทั้งหมดในดีลนี้" แต่การตัดสินใจเปิดฉากถล่มอิหร่านของเนทันยาฮูแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ผู้นำอิสราเอลเลือกที่จะไม่ทำตามความต้องการของทำเนียบขาว เนื่องจากต้องเผชิญแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศจากกลุ่มนักการเมืองฝ่ายค้าน นำโดย นาฟตาลี เบนเนตต์ ที่ระบุว่าหากเนทันยาฮูยอมทำตามคำสั่งของทรัมป์จะเท่ากับว่าอิสราเอลสูญเสียเอกราชอธิปไตยไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ยีคีล เลเทอร์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ ได้ออกโรงแถลงปกป้องปฏิบัติการครั้งนี้ผ่านสื่อ โดยชี้ว่าไม่มีประเทศที่รักศักดิ์ศรีชาติใดจะยอมทนต่อการโดนยิงขีปนาวุธเข้าใส่แผ่นดินตัวเองได้ และการโจมตีของอิสราเอลในวันนี้มุ่งเป้าเฉพาะฐานยิงขีปนาวุธและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เกี่ยวข้องกับพลังงานของอิหร่านเท่านั้น
สมรภูมิรอบด้านระทึก: ยิงสกัดขีปนาวุธเยเมนโผล่ป่วนน่านฟ้า - ซาอุฯ สั่งหลบภัยด่วน
สถานการณ์ความขัดแย้งในฉากทัศน์รอบด้านทวีความสลับซับซ้อนและตึงเครียดตามไปด้วยในรอบวัน
- ขีปนาวุธเยเมนพุ่งเป้าถล่มอิสราเอล: ในระหว่างที่เกิดการยิงถล่มในอิหร่าน กองทัพอิสราเอลตรวจพบขีปนาวุธวิถีโค้งอีก 1 ลูกถูกยิงมาจากทิศทางของประเทศเยเมน (คาดว่าเป็นกลุ่มฮูตี) มุ่งเป้าเข้าสู่ใจกลางประเทศอิสราเอล ส่งผลให้เสียงไซเรนเตือนภัยดังกึกก้องทั่วกรุงเยรูซาเล็มและพื้นที่กูช ดาน ก่อนที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลจะสามารถยิงสกัดกั้นเอาไว้ได้สำเร็จโดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บรุนแรง
- ซาอุดีอาระเบียระทึกสั่งประชาชนหลบภัย: สำนักงานป้องกันภัยพลเรือนของซาอุดีอาระเบียได้ประกาศยกระดับแจ้งเตือนภัยเร่งด่วนในจังหวัดอัล-คาร์จ (Al-Kharj governorate) สั่งให้ประชาชนรีบเข้าสู่ที่บังแดดและหลบภัยในอาคารทันทีหลังจากมีกระแสข่าวลือเรื่องเสียงระเบิดดังขึ้นในฐานทัพอากาศอัล-คาร์จ ก่อนที่ในเวลาต่อมาน่านฟ้าจะสงบลงและประกาศว่าสถานการณ์ปลอดภัย ท่ามกลางแถลงการณ์ปฏิเสธจากฝั่งอิหร่านว่าไม่ได้มีการยิงขีปนาวุธใดๆ ไปตกในแดนซาอุฯ
- สหรัฐฯ เตือนภัยน่านฟ้าจอร์แดน: กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศเตือนภัยความปลอดภัยขั้นเร่งด่วนให้แก่พลเมืองอเมริกันที่พำนักอยู่ในประเทศจอร์แดน หลังจากตรวจพบรายงานว่ามีวัตถุระเบิด โดรน และขีปนาวุธจำนวนมากบินตัดผ่านเหนือน่านฟ้าจอร์แดนเพื่อมุ่งหน้าไปโจมตีเป้าหมาย
วิกฤตการณ์สงครามแลกหมัดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในครั้งนี้ ส่งผลให้เลบานอนและภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งหมดตกอยู่ในสภาพตึงเครียดและสุ่มเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่สงครามเต็มรูปแบบในระดับภูมิภาคที่ยากจะควบคุม ซึ่งทุกฝ่ายกำลังจับตาดูท่าทีอย่างใกล้ชิดว่าอิหร่านจะเปิดฉากล้างแค้นระลอกสองตามที่เคยขู่ไว้หรือไม่