สภาเดือด! ฝ่ายค้าน-รัฐบาลรุมสับ "กสทช." ล้มเหลว 16 ปี งบสูง-ผลงานต่ำ
23 พ.ค. 2569 | thunchanok_kul

สส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาลรุมถล่ม กสทช.กลางสภาฯ ชี้ 16 ปีล้มเหลวคุ้มครองผู้บริโภค งบสูง-ผลงานต่ำ-OTT ไร้กำกับ จี้ทบทวนถึงขั้น “ยุบตั้งใหม่”
ข่าว
23 พ.ค. 2569 | thunchanok_kul

สส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาลรุมถล่ม กสทช.กลางสภาฯ ชี้ 16 ปีล้มเหลวคุ้มครองผู้บริโภค งบสูง-ผลงานต่ำ-OTT ไร้กำกับ จี้ทบทวนถึงขั้น “ยุบตั้งใหม่”
23 พฤษภาคม 2569 สภาผู้แทนราษฎรเดือด! สส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลอภิปรายรายงาน กสทช. ปี 2566 พร้อมตั้งคำถามหนักต่อประสิทธิภาพองค์กรอิสระด้านสื่อสารโทรคมนาคม ตั้งแต่งบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี บุคลากรกว่า 2,000 คน เงินเดือนเฉลี่ย 52,700 บาท แต่ภารกิจหลักกลับถูกตั้งคำถาม ทั้งการคุ้มครองผู้บริโภค การกำกับโทรคมนาคม การจัดระเบียบสายสื่อสาร การกำกับ OTT และความโปร่งใสของงบประมาณ บางช่วงถึงขั้นระบุว่า กสทช.กลายเป็น “จำเลยของสังคม” และตั้งคำถามว่าถึงเวลาต้อง “ยุบ กสทช. เพื่อจัดตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่” หรือไม่
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ซึ่งมีการพิจารณารายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงาน กสทช. ประจำปี 2566 สส.หลายพรรคทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กสทช.อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นความคุ้มค่าของงบประมาณ ความล้มเหลวในการคุ้มครองผู้บริโภค และความล่าช้าในการกำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมสื่อสารและโทรทัศน์ดิจิทัล
บรรยากาศการอภิปรายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจรายงานตามขั้นตอนปกติ แต่กลายเป็นเวทีตั้งคำถามต่อบทบาทของ กสทช.ในฐานะองค์กรกำกับดูแลที่ถือครองทั้งอำนาจ เงินกองทุน และงบประมาณจำนวนมาก
ขณะที่ปัญหาที่ประชาชนเผชิญกลับยังไม่คลี่คลาย ทั้งค่าบริการโทรคมนาคม สายสื่อสารรกรุงรัง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงออนไลน์ และความไม่ชัดเจนของ Roadmap ทีวีดิจิทัลหลังปี 2572
“กสทช.ในปัจจุบันตกเป็นจำเลยของสังคม ในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค”
“ตลอด 16 ปีของกฎหมาย กสทช. ถือว่าล้มเหลวในการสร้างความเชื่อมั่นและการคุ้มครองผู้บริโภค”
หนึ่งในคำอภิปรายที่ร้อนแรงมาจาก นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งระบุว่า กสทช.ในปัจจุบันตกอยู่ในสถานะ “จำเลยของสังคม” ในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งที่เป็นภารกิจหลักตามกฎหมาย
นายสาทิตย์ ชี้ว่า โครงสร้างการใช้จ่ายของ กสทช.สะท้อนความไม่สมดุลอย่างรุนแรง โดยงบประมาณรายจ่ายกว่า 59.14% ถูกใช้ไปกับงานประจำและการก่อสร้างอาคาร ขณะที่งบประมาณสำหรับภารกิจหลักเชิงยุทธศาสตร์กลับอยู่ราว 40% เท่านั้น
นอกจากนี้ นายสาทิตย์ ยังวิจารณ์ค่าใช้จ่ายบางประเภทว่าเป็นลักษณะ “อีรุ่ยฉุยแฉก” เช่น งบเดินทางไปต่างประเทศ การอนุมัติเงินจากกองทุน กทปส.ไปสนับสนุนโครงการปลูกกัญชา ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าไม่สอดคล้องกับภารกิจหลักขององค์กร
“ดีลควบรวมกิจการถือเป็นตราบาปของ กสทช.”
นายสาทิตย์ยังตั้งข้อสังเกตถึงตลาดโทรคมนาคมไทยว่า จากเดิมที่ต้องการให้มีการแข่งขันเสรี แต่ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายใหญ่ลดลงจาก 6-7 ราย เหลือเพียง 2 ราย และดีลควบรวมกิจการกลายเป็น “ตราบาปของ กสทช.” เพราะ กสทช.ถือว่าตนเองมีอำนาจเพียง “รับทราบ” ไม่ใช่อนุญาต ส่งผลให้ค่าบริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตมีแนวโน้มสูงขึ้น และไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค
อีกประเด็นที่ถูกโจมตีอย่างหนักคือความล่าช้าเรื่อง Roadmap ทีวีดิจิทัล และการเตรียมประมูลคลื่นความถี่หลังสิ้นสุดใบอนุญาตในปี 2572
โดยนายสาทิตย์ ระบุว่า กสทช.ยังไม่มีความชัดเจน ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม
“กสทช.ยังละเลยการกำกับ OTT ทำให้แพลตฟอร์มเหล่านี้กลายเป็นช่องทางของมิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์”
“ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้องทบทวน หรือถึงขั้นยุบ กสทช. เพื่อจัดตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่”
นอกจากนี้ นายสาทิตย์ยังกล่าวถึงการละเลยบทบาทกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือ OTT ทั้งที่เคยมีมติว่า กสทช.มีอำนาจดูแลได้ แต่กลับไม่มีการดำเนินบทบาทตามกฎหมาย ปล่อยให้แพลตฟอร์มเหล่านี้กลายเป็นช่องทางของมิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์
“นายสาทิตย์ สรุปว่า กสทช.กำลังเผชิญปัญหาทั้งความล้มเหลวด้านภารกิจหลัก ความขัดแย้งภายในบอร์ด และความไม่โปร่งใส จึงตั้งคำถามต่อสภาฯ ว่า ถึงเวลาหรือไม่ที่จะต้องทบทวนองค์กรนี้อย่างจริงจัง”
ขณะที่ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในประเด็นความคุ้มค่าของงบดำเนินการ โดยเสนอให้ กสทช.ใช้ตัวเลขอารบิกในรายงานประจำปีแทนตัวเลขไทย เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากลและง่ายต่อการเปรียบเทียบข้อมูล
นายอิสริยะ ตั้งคำถามว่า เมื่อตัดรายจ่ายตามกฎหมายออกแล้ว กสทช.ยังมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงถึงประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี งบระดับนี้คุ้มค่ากับผลงานที่สังคมได้รับหรือไม่ เพราะปัญหาหลายเรื่องยังคงค้างอยู่ ทั้งอาคารสำนักงานแห่งใหม่ที่ถูกทิ้งร้าง ปัญหาสายสื่อสารรกเมือง และความขัดแย้งภายในบอร์ด กสทช.
เขายังระบุว่า กสทช.มีพนักงานประมาณ 2,000 คน เงินเดือนเฉลี่ยสูงถึง 52,700 บาทต่อเดือน โดยยังไม่รวมค่าตอบแทนบอร์ด ขณะเดียวกันยังมีค่าใช้จ่ายอื่นในระดับสูง เช่น ค่าที่ปรึกษา 212 ล้านบาท และค่าเดินทางต่างประเทศ 85 ล้านบาท
ในด้านความโปร่งใส มีการตั้งข้อสังเกตว่า กสทช.ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อ 29 โดยไม่ยอมส่งรายงานการใช้จ่ายงบประมาณ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือไม่ รวมถึงมีลูกหนี้ที่สิ้นสุดระยะเวลาบังคับคดีถึง 17 ราย
ประเด็นการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชนก็ถูกหยิบยกขึ้นมา โดยมีการวิจารณ์โครงการแอปพลิเคชัน “พีซโฟน” หรือ Peace Phone ที่ใช้งบประมาณ 4.58 ล้านบาท แต่ประชาชนไม่สามารถเข้าไปแจ้งเหตุสายสื่อสารได้โดยตรง ต้องส่งอีเมลให้เจ้าหน้าที่นำข้อมูลเข้าระบบ ขณะที่ผู้ใช้ระบบมีเพียงเจ้าหน้าที่และค่ายมือถือ ต่างจากระบบอย่าง Traffy Fondue ที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายกว่า
สส.พรรคประชาชนยังตั้งคำถามต่อ กสทช.ในเรื่องการจัดระเบียบสายสื่อสาร โดยเฉพาะสายสื่อสารประเภท “สายตาย” หรือ Single Last Mile ว่า กสทช.จะนำเรื่องนี้เข้าสู่แผนยุทธศาสตร์เมื่อใด จะออกกฎเกณฑ์บังคับให้ค่ายมือถือนำสายตายออกจากเสาไฟฟ้าเมื่อใด และจะนำเงินจากกองทุน กทปส. หรือ USO มาใช้สนับสนุนการแก้ปัญหาสายสื่อสารที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนได้เมื่อใด
“กสทช.ในฐานะเรกูเลเตอร์ ต้องบังคับใช้มาตรการอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องประชาชน”
ในอีกฟากหนึ่ง สส.ฝ่ายรัฐบาล ก็อภิปรายในทิศทางกดดัน กสทช.เช่นกัน โดย นางสาวสุชาดา ซางแทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ เขต 4 พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ว่า อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่ กสทช.กำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นซิมโทรศัพท์ SMS ซิมบ็อกซ์ และสัญญาณตามแนวชายแดน
แม้รัฐบาลจะมีนโยบายออกมา แต่ในทางปฏิบัติยังมีช่องโหว่ เช่น การสวมสิทธิ์ลงทะเบียนซิม และสัญญาณที่เล็ดลอดออกไปตามแนวชายแดน กสทช.ในฐานะ Regulator จึงต้องบังคับใช้มาตรการอย่างจริงจังเพื่อปกป้องประชาชน
นางสาวสุชาดา ยังตั้งข้อสังเกตถึงค่าใช้จ่ายบุคลากรที่เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2565 รวมถึงปัญหาเสถียรภาพภายในองค์กรที่มีเพียง “รักษาการเลขาธิการ” มานานถึง 6-7 ปี ตลอดจนข้อถกเถียงด้านจริยธรรมและความขัดแย้งในบอร์ด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการรับมือภัยคุกคามทางเทคโนโลยี
ด้าน นางปทิตา ตันติรัตนานนท์ สส.สุรินทร์ เขต 8 พรรคภูมิใจไทย หยิบยกปัญหาอาคารสำนักงานแห่งใหม่ของ กสทช. ซึ่งมีงบประมาณกว่า 2,643 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2562 และควรเสร็จในปี 2565 แต่ปัจจุบันก่อสร้างได้เพียง 75.98% และมีการยกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา ทำให้อาคารถูกทิ้งร้างและสูญเสียงบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงสำนักงาน กสทช.ในเชียงใหม่และเชียงรายที่ไม่เป็นไปตามสัญญา จึงเรียกร้องให้มีการสอบสวนหาผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน
“ต้องมีเพดานการเบิกจ่าย และต้องรายงานผลความสำเร็จของการเดินทางทุกครั้ง”
ประเด็นการเดินทางต่างประเทศของ กสทช.ก็ถูกหยิบมาวิพากษ์อย่างหนัก โดย สตง.ตรวจพบว่าไม่มีการเปรียบเทียบราคาตั๋วโดยสาร และมีรายงานว่า ประธาน กสทช.ใช้งบเดินทางไปต่างประเทศสูงถึง 45.8 ล้านบาท จากการเดินทาง 15 ครั้ง รวม 121 วัน บางกรณีมีการเบิกเกินเพดานที่กำหนดและได้รับสิทธิประโยชน์เกินระเบียบ ซึ่งถูกมองว่าขัดต่อหลักธรรมาภิบาล
นางปทิตาเสนอให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบเฉพาะกิจ เพื่อสำรวจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณของ กสทช.อย่างเป็นระบบ
ขณะที่ นพ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย อภิปรายถึงความเสี่ยงทางคดีความของ กสทช. โดยระบุว่า กสทช.ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายรวมกว่า 63,000 ล้านบาท เช่น คดีในศาลปกครองสูงสุด 36,000 ล้านบาท และคดีที่เกี่ยวข้องกับกองทุน กทปส.อีก 22,000 ล้านบาท แต่กลับไม่ได้แสดงเป็นหนี้สินในงบการเงินอย่างชัดเจน สะท้อนปัญหาการใช้อำนาจทางปกครองและการบริหารสัญญา
เขายังตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสทางบัญชีและกองทุน กทปส.ว่า เหตุใดกองทุน USO ซึ่งมีงบประมาณมหาศาลจึงไม่ถูกนำมาแสดงรวมในงบการเงินของ กสทช. ทำให้งบการเงินไม่สะท้อนสถานะที่แท้จริง
นอกจากนี้ ยังพบรายการผิดปกติทางบัญชี เช่น ค่าใบอนุญาตที่พุ่งจาก 158 ล้านบาท เป็น 431 ล้านบาท และรายได้นำส่งคลังที่หายไปในปี 2566 รวมถึงปัญหาการจัดสรรงบประมาณผิดฝาผิดตัว โดยงบประมาณกว่า 59% ถูกใช้กับงานประจำและการก่อสร้างอาคาร ขณะที่ภารกิจหลักเชิงยุทธศาสตร์ได้งบเพียง 14.19% อีกทั้งยังมีปัญหาเงินเหลื่อมปีสูงกว่า 1,000 ล้านบาท และเบิกจ่ายไม่ทันจนต้องส่งคืนคลังถึง 290 ล้านบาท
ภาพรวมการอภิปรายครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการวิจารณ์รายงานประจำปีตามปกติ แต่สะท้อนแรงกดดันทางการเมืองต่อ กสทช.จากทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในหลายมิติ ตั้งแต่ประสิทธิภาพการใช้เงิน ความโปร่งใส การกำกับตลาดโทรคมนาคม การคุ้มครองผู้บริโภค การรับมือภัยดิจิทัล ไปจนถึงอนาคตของทีวีดิจิทัลและ OTT
สส.หลายคนเห็นตรงกันว่า กสทช.เป็นองค์กรที่ถือครองอำนาจและงบประมาณสูง แต่ผลงานยังไม่ตอบโจทย์ประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพออนไลน์ สายสื่อสารอันตราย ค่าบริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์ม OTT กลายเป็นปัญหาใกล้ตัวประชาชนมากขึ้นทุกวัน
“จุดที่แรงที่สุดของการอภิปรายครั้งนี้ คือข้อเสนอให้ทบทวนโครงสร้าง กสทช.ทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงปรับปรุงรายงานหรือชี้แจงงบประมาณรายปี แต่รวมถึงการตั้งคำถามว่า องค์กรนี้ยังสามารถทำหน้าที่ Regulator เพื่อคุ้มครองประชาชนได้จริงหรือไม่”
ข่าวล่าสุด