เนชั่นทีวี

ข่าว

เอฟเฟ็กต์หลัง Project Freedom สะดุด! ทรัมป์สั่งเบรกใน 48 ชม.

06 พ.ค. 2569

เอฟเฟ็กต์หลัง Project Freedom สะดุด! ทรัมป์สั่งเบรกใน 48 ชม.

Project Freedom เปิดไม่ทันไร สหรัฐฯ-อิหร่านปะทะเดือด ก่อนทรัมป์สั่งหยุดใน 48 ชม. นักวิชาการชี้ เกมกดดันหรือแผนล้มเหลว สะเทือนเศรษฐกิจโลก

“Project Freedom” สะเทือนโลก! ช่องแคบฮอร์มุซ เดือดไม่ถึง 48 ชั่วโมง ก่อน ทรัมป์ สั่งเบรก โดยปฏิบัติการดังกล่าว ส่งผลให้วิกฤตตะวันออกกลาง ปะทุอีกระลอก หลังสหรัฐ-อิหร่าน ปะทะทันทีที่เริ่มปฏิบัติการ นักวิชาการชี้ ความผันผวนกระทบความเชื่อมั่นโลก โดยเฉพาะภาคพลังงาน-การเดินเรือ พร้อมตั้งคำถามถึงเสถียรภาพนโยบายสหรัฐฯ

 

6 พฤษภาคม 2569 นายกฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทยที่พำนักอยู่ ณ รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์การเมืองไทย การเมืองระหว่างประเทศ นำเสนอบทความน่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง เรื่อง “เปลี่ยนแบรนด์ใหม่ได้ไม่ถึงสองวัน Project Freedom ถูกสั่งหยุดชั่วคราวแล้ว!: ยุทธศาสตร์เหนือชั้น หรือเกมปาหี่ทางการทูต?” เนื้อหาระบุว่า

กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทยที่พำนักอยู่ ณ รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์การเมืองไทย การเมืองระหว่างประเทศ

 

ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศ ยุคสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มักจะมาพร้อมกับความตื่นเต้นและคาดเดาไม่ได้เสมอ แต่เหตุการณ์ล่าสุด ณ ช่องแคบฮอร์มุซ ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ของการ "หักปากกาเซียน" เมื่อปฏิบัติการที่ถูกป่าวประกาศอย่างยิ่งใหญ่อย่าง "Project Freedom" ซึ่งถูกนำมาใช้แทนที่แบรนด์การรบเดิมอย่าง "Epic Fury" กลับมีอายุไขในการปฏิบัติงานจริงไม่ถึง 48 ชั่วโมง ก่อนที่จะถูกสั่ง "หยุดชั่วคราว" โดยเจ้าของโปรเจกต์เอง 

 

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่การปรับแผนทางทหาร แต่มันคือภาพสะท้อนของยุทธศาสตร์แบบ "Transaction" หรือการเมืองเชิงพาณิชย์ที่เน้นการสร้างแรงกดดันเพื่อปิดดีล มากกว่าการวางรากฐานความมั่นคงในระยะยาว

  • จาก Epic Fury สู่ Project Freedom: การรีแบรนด์ที่มาพร้อมความหวังและรอยเลือด

 

หากจะเข้าใจว่าทำไม Project Freedom ถึงสำคัญ เราต้องย้อนกลับไปดูความพินาศของ Epic Fury ปฏิบัติการทางทหารที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเพื่อสยบอิทธิพลของอิหร่าน ผลลัพธ์ของมันคือความสูญเสียอย่างหนักของทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือการ "ปิดตาย" ช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย เศรษฐกิจโลกที่เพิ่งฟื้นตัวต้องเผชิญกับสภาวะหายใจไม่ออกจากการขาดแคลนพลังงาน ประชาคมโลกตกอยู่ในความมืดมนเมื่อการทูตมาถึงทางตัน

 

 

โดนัลด์ ทรัมป์

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ตัดสินใจเปลี่ยนเกมด้วยการเปิดตัว Project Freedom ชื่อที่ฟังดูเป็นมิตรและมีความชอบธรรมมากขึ้นในสายตาชาวโลก จากการรบ (Fury) เปลี่ยนเป็นการสร้างเสรีภาพ (Freedom) ในการเดินเรือ สหรัฐฯ พยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก "ผู้รุกราน" เป็น "ผู้คุ้มครอง" เรือพาณิชย์ แต่ความพยายามนี้กลับถูกทดสอบด้วยความเป็นจริงในพื้นที่อย่างรุนแรง

 

  • 48 ชั่วโมงแห่งความผันผวน: เมื่อ "ทางสะดวก" กลายเป็น "สมรภูมิ"

 

เพียงแค่วันจันทร์ที่ผ่านมา ทันทีที่ Project Freedom เริ่มต้นทำงาน โลกก็ได้เห็นความเปราะบางของคำว่า "สันติภาพชั่วคราว" การปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และอิหร่านเกิดขึ้นเกือบจะในทันที นี่คือผลเสียประการแรกที่เห็นชัดที่สุด

 

“Project Freedom ไม่ได้สร้างพื้นที่ปลอดภัย แต่มันคือการนำเอาเป้านิ่งเข้าไปในสนามรบ”

 

การส่งเรือคุ้มกันเข้าไปในพื้นที่พิพาทโดยที่ยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน กลายเป็นการกระตุ้น (Provocation) ให้อิหร่านต้องแสดงศักยภาพตอบโต้เพื่อไม่ให้ตนเองเสียหน้าในเชิงอำนาจอธิปไตย

 

แต่แล้วในวันอังคาร ทรัมป์กลับสร้างความเซอร์ไพรส์ด้วยการประกาศผ่าน Truth Social ว่าจะระงับโครงการนี้ชั่วคราว โดยอ้างว่า "มีความก้าวหน้าอย่างมาก" ในการเจรจา และเป็นการทำตามคำร้องขอของปากีสถาน 

 

เอฟเฟ็กต์หลัง Project Freedom สะดุด! ทรัมป์สั่งเบรกใน 48 ชม.

 

  • คำถามสำคัญที่ตามมาคือ: นี่คือการถอยเพื่อรุก หรือเป็นเพียงการแก้ตัวหลังจากแผนการล้มเหลวในทางปฏิบัติ?

 

การวิเคราะห์ผลดี: "ไพ่ต่อรอง" ที่ใช้ความเสี่ยงเป็นเดิมพัน

 

หากมองในมุมมองของฝ่ายทรัมป์ การเปิดและปิด Project Freedom ภายใน 48 ชั่วโมงอาจถูกมองว่าเป็นชัยชนะในเชิงจิตวิทยา:

 

 1 การทดสอบการตอบสนอง (Stress Test): สหรัฐฯ ได้เห็นไพ่ในมือของอิหร่านว่าพร้อมจะปะทะแค่ไหนและในจุดใด

 

 2 การสร้างภาวะ "ให้แล้วดึงคืน": การเริ่มปฏิบัติการทำให้เห็นว่าสหรัฐฯ พร้อมจะคุมเส้นทางน้ำ และการสั่งหยุดคือ "ของขวัญ" หรือรางวัลให้อิหร่านยอมลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้าย (Complete and Final Agreement)

 

 3 การยืมมือบุคคลที่สาม: การอ้างถึงปากีสถานเป็นการสร้างความชอบธรรมในเชิงพหุภาคี เพื่อลดภาพลักษณ์ของการเป็นตำรวจโลกที่บ้าอำนาจ

 

หากการระงับครั้งนี้ตามมาด้วยการลงนามในข้อตกลงที่อิหร่านยอมลดราความรุนแรงลงจริง Project Freedom จะถูกจารึกว่าเป็นยุทธศาสตร์ "ช็อกโลก" ที่ได้ผล แต่ทว่า...ความจริงอาจไม่ได้สวยงามเช่นนั้น

 

  • การวิเคราะห์ผลเสีย: ความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนและยุทธศาสตร์ "ทึกทักไปเอง"

 

ในมุมกลับกัน ความผันผวนภายใน 2 วันนี้ส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง:

 

 • ความผันผวนเชิงนโยบาย (Policy Inconsistency): ภาคธุรกิจการเดินเรือพาณิชย์และบริษัทประกันภัยต้องการ "ความคาดหมายได้" (Predictability) การที่ผู้นำมหาอำนาจเปลี่ยนใจไปมาภายในไม่กี่ชั่วโมงทำให้ Project Freedom กลายเป็นความเสี่ยงมากกว่าความมั่นคง

 

 • คำถามเรื่องความจริงใจ: ในขณะที่ทรัมป์อ้างว่าการเจรจาก้าวหน้า แต่อิหร่านกลับนิ่งเงียบ แถมรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านยังกำลังเดินสายเจรจากับจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของสหรัฐฯ สิ่งนี้สะท้อนว่า "ข้อตกลงที่สมบูรณ์" ที่ทรัมป์อ้าง อาจเป็นการทึกทักเอาเองฝ่ายเดียวเพื่อหาทางลงจากความตึงเครียดที่ตนเองสร้างขึ้นแต่คุมไม่อยู่

 

 • สัญญาณแห่งความอ่อนแอที่ถูกฉาบด้วยคำพูด: แม้ Pete Hegseth จะยืนยันว่าไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่การสั่งหยุดทันทีหลังจากมีการ "แลกหมัด" (Traded shots) ในพื้นที่ ทำให้โลกอดคิดไม่ได้ว่า สหรัฐฯ อาจยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับสงครามเต็มรูปแบบที่อาจปะทุขึ้นจากความล้มเหลวของ Project Freedom

 

  • ทัศนวิจารณ์: ยุทธศาสตร์ Social Media กับความมั่นคงของโลก

 

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในวิกฤตครั้งนี้คือการที่นโยบายความมั่นคงระดับโลกถูกบริหารจัดการผ่านข้อความสั้นๆ บนโซเชียลมีเดีย Project Freedom ดูเหมือนจะเป็น "แบรนด์" ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อมากกว่าจะเป็นแผนยุทธศาสตร์ทางทหารที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ การประกาศชัยชนะล่วงหน้า (Great Progress) โดยที่ฝ่ายตรงข้ามยังไม่แม้แต่จะขยับตัวเข้าหาโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการ เป็นพฤติกรรมที่อันตรายยิ่ง

 

การปิดล้อม (Blockade) ที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างเข้มงวด ในขณะที่สั่งหยุดการคุ้มกันเรือพาณิชย์ เท่ากับว่าสหรัฐฯ ยังคง "บีบคอ" เศรษฐกิจโลกไว้เช่นเดิม แต่ถอนมือออกจากหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัย นี่ไม่ใช่การสร้างเสรีภาพตามชื่อโปรเจกต์ แต่มันคือการบริหารความขัดแย้งแบบ "เลี้ยงไข้" เพื่อรอจังหวะสร้างผลงานทางการเมืองให้กับตัวผู้นำเอง

 

  • ก้าวต่อไปในช่องแคบที่มืดมิด

 

Project Freedom ในวัย 2 วัน ได้สอนให้เรารู้ว่า ในยุคของทรัมป์ "ชื่อ" ของปฏิบัติการอาจสำคัญกว่า "เนื้อหา" และ "การเจรจา" อาจเป็นเพียงรหัสคำพูดที่ใช้เรียกการถอยทัพชั่วคราว หากภายในสัปดาห์นี้ไม่มีการลงนามในข้อตกลงที่จับต้องได้จริงตามที่ทรัมป์โฆษณาไว้ Project Freedom ก็จะไม่ใช่อะไรเลยนอกจากความล้มเหลวที่ถูกรีแบรนด์ใหม่ให้ฟังดูดีขึ้นเท่านั้น

 

โลกกำลังจับตามองว่า การหยุดชั่วคราวครั้งนี้ คือ "ความสงบก่อนพายุใหญ่" หรือคือ "ทางลงที่หรูหรา" ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เริ่มตระหนักว่าการเล่นกับไฟในช่องแคบฮอร์มุซนั้น อาจเผาผลาญคะแนนนิยมและเศรษฐกิจโลกเร็วกว่าที่คิด แต่สิ่งที่แน่นอน คือ ตราบใดที่ยุทธศาสตร์ยังถูกขับเคลื่อนด้วยความไร้เสถียรภาพเช่นนี้ "เสรีภาพ" ในช่องแคบฮอร์มุซก็ยังคงเป็นเพียงคำโฆษณาที่จับต้องไม่ได้ต่อไป