เนชั่นทีวี

ข่าว

ล้านล้านเพื่อใคร? พรรคประชาชาติชำแหละ "แลนด์บริดจ์"

06 พ.ค. 2569

ล้านล้านเพื่อใคร? พรรคประชาชาติชำแหละ "แลนด์บริดจ์"

ประชาชาติชำแหละ "แลนด์บริดจ์" ล้านล้าน! ข้อมูลไม่พร้อม-สุ่มเสี่ยงเช่าที่ดิน 99 ปี เลิกวิธีคิด "ให้นายทุนรวยก่อนแล้วจะแบ่งปัน" หันมาดันบำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาท & เรียนฟรีปริญญาตรีดีกว่าไหม?

สองโลกในประเทศเดียว: แลนด์บริดจ์ล้านล้าน กับบำนาญถ้วนหน้าและพลังท้องถิ่น


6 พฤษภาคม 2569 การออกมาขยับของ พรรคประชาชาติ ต่อโครงการ แลนด์บริดจ์ (Landbridge) ไม่ใช่การคัดค้านเพื่อขัดขวางการพัฒนา แต่เป็นการตั้งคำถามถึง "ความคุ้มค่าและความเป็นธรรม" ใน 3 มิติหลัก: ความโปร่งใสของข้อมูล, การผูกขาดของกลุ่มทุนรับเหมา และความสุ่มเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จากการให้เช่าพื้นที่ยาวนานถึง 99 ปี ซึ่งนักลงทุนและประชาชนต้องจับตาว่ารัฐบาลจะสามารถตอบโจทย์การกระจายรายได้สู่ SME และการสร้างสวัสดิการถ้วนหน้าควบคู่ไปกับโครงการแสนล้านนี้ได้อย่างไร?

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น. – 16.30 น. พรรคประชาชาติได้ประชุมเสวนาผู้บริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ปรึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อสรุปทิศทางนโยบายที่ยึดถือประโยชน์มหาชนเป็นที่ตั้ง

โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า วันที่รัฐบาลโหมประโคมข่าวการลงทุนโครงการ “แลนด์บริดจ์”(Landbridge) มูลค่าล้านล้านบาทเข้าสู่ไทย พรรคประชาชาติขอประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาชาติสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า 

ในขณะเดียวกัน "ผมยอมรับว่าโครงการอย่างแลนด์บริดจ์มีความจำเป็นในเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ทั้งในด้านการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาค และการสร้างโอกาสใหม่ในระบบโลจิสติกส์โลก แต่คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าต้องทำหรือไม่ แต่คือทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง แต่การพัฒนานั้นต้องไม่สร้างความเหลื่อมล้ำและต้องไม่เป็นการประเคนทรัพยากรชาติไปสู่มือของกลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย ในขณะที่คนไทยจำนวนมากยังไม่มีแม้เงินจะซื้อข้าวกินโดยมีประเด็นสำคัญดังนี้"

1. แลนด์บริดจ์: ข้อมูลที่ยังไม่พร้อมสำหรับการตัดสินใจ เราต้องยอมรับความจริงว่า ผลการศึกษาของ สนข. ในขณะนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ รายงานผลการศึกษาของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 เรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ที่ปรากฏออกมา เป็นเพียงการทบทวนวรรณกรรมและการรวบรวมความคิดเห็นเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่ใช่ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Data) ที่หนักแน่นพอจะนำมาตัดสินใจลงทุนด้วยงบประมาณมหาศาล
เราต้องมองการพัฒนาเป็น “โอกาส” ที่ต้องผ่านการกลั่นกรองอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ใช่เร่งรีบผลักดันบนฐานข้อมูลที่ยังไม่ตกผลึก เพราะผลกระทบนั้นกว้างขวางและยาวนานเกินกว่าจะใช้เพียงรายงานทบทวนวรรณกรรมมาเป็นบรรทัดฐานตัดสินใจ

2. บทเรียนจากมาเลเซีย: ความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของงบประมาณหากมองเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย โครงการรถไฟทางคู่เชื่อมชายฝั่งตะวันออก (**ECRL**) ใช้งบประมาณราว 6 แสนล้านบาท แต่สร้างทางรถไฟยาวถึง 665 กิโลเมตร เชื่อมโยงท่าเรือหลักและพาดผ่านหลายรัฐ แต่แลนด์บริดจ์ของไทยกลับตั้งงบไว้สูงถึง 1 ล้านล้านบาทหรือมากกว่านั้น ในระยะทางที่สั้นกว่ามาก (ประมาณ 100 กิโลเมตร) เหมือนเป็นโครงการก่อสร้าง คำถามคือราคาประมาณ 1 ล้านล้านบาทมหาศาลนี้ เอกชนลงทุน แต่ไทยต้องใช้สาธารณสมบัติของแผ่นดินไปแลกมหาศาลเป็นสัมปทานให้นาน 50 ปี เพิ่มอีก 49 ปี รวม 99 ปี คนอนุมัติปัจจุบันก็ไม่มีชีวิตอยู่ถึงที่เห็นผู้ได้รับประโยชน์แน่นอน คือบริษัทรับเหมาเพียง 3 แห่งที่ใกล้ชิดอำนาจรัฐ กวาดงบรัฐขณะนี้รวมกันแล้วกว่า 7.7 แสนล้านบาท นี่คือสัมปทานผูกขาดที่ไม่กระจายลงสู่ SME หรือท้องถิ่นเลย

3. สัมปทาน 99 ปี: ความสุ่มเสี่ยงต่ออธิปไตยและหลักนิติธรรม การให้สัมปทาน 50 ปี และต่ออีก 49 ปี รวมเป็น 99 ปี เสมือนยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษเช่า นี่คือการละเมิดหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง รัฐธรรมนูญระบุว่า รัฐต้องเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานไม่น้อยกว่า 51% การปล่อยเช่ายาวนานโดยไม่กำหนดผู้เช่าชัดเจน สุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งโลก เช่น หากคู่ขัดแย้งอย่างอิสราเอลหรืออิหร่านมาเช่า จะทำให้ไทยสูญเสียความเป็นกลางและเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศอย่างหาที่สุดมิได้

4. สิ่งที่จังหวัดชายแดนใต้ที่หวังเกิดเศรษฐกิจฐานคุณธรรมปลอดดอกเบี้ย และฮาลาล การเปลี่ยน “ผู้ซื้อ” เป็น “ผู้ผลิต”สำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ เราต้องใช้ ระบบการเงินปลอดดอกเบี้ย และการแบ่งปันผลกำไร รัฐต้องช่วยให้ชุมชนเปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้ผลิตที่สอดคล้องกับบริบทหลักการมุสลิม

5. โฉนดที่ดินและรายได้ กระจกส่องความเหลื่อมล้ำที่ขมขื่น ประเทศไทยถูกออกแบบมาเพื่อให้ทรัพยากรตกอยู่ในมือคนส่วนน้อย ข้อมูลความจริงว่าความเหลื่อมล้ำเรื่องที่ดิน มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนเพียง 130 ราย ที่ถือครองที่ดินเกิน 1,000 ไร่ รวมกันถึง 2.2 ล้านไร่ (เฉลี่ยคนละกว่า 17,000 ไร่) ในขณะที่คนไทย 99% มีที่ดินเฉลี่ยรายละไม่ถึง 3 ไร่ หากโครงการแลนด์บริดจ์ไม่สามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานราก ไม่สามารถสร้างงาน กระจายรายได้ หรือเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมได้ โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ก็อาจยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำแทนที่จะลดปัญหา

6. เลิกวิธีคิด “ให้นายทุนรวยก่อนแล้วเขาจะแบ่งปัน” เราต้องหยุดนโยบายที่รอให้ความมั่งคั่งไหลจากยอดลงสู่ฐาน เพราะประสบการณ์ฟ้องว่าคนยิ่งรวยยิ่งสูบเงินจากคนจน รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้พิทักษ์มหาชนผ่าน ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เพื่อนำกำไรส่วนเกินจากโครงการรัฐมาสร้างความมั่นคงให้ประชาชนผ่านระบบสวัสดิการถ้วนหน้า

7. การศึกษาต้องเป็น “สิทธิ” เรียนฟรีถึงปริญญาตรี การเรียนจบคือ “ผลกำไรของประเทศ” ไม่ใช่ควรมีหนี้จากการเรียนจนเป็นหนี้สินครัวเรือน และสวัสดิการถ้วนหน้า เช่น บำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาท ถ้าคิดว่าเป็นภาระงบประมาณควรเพิ่มตามขั้นบันได นี่ไม่ใช่เพียงนโยบายทางสังคม แต่เป็นนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ เพราะเงินที่กระจายไปยังประชาชนจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก เกิดการบริโภคในชุมชน และช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่ความไม่แน่นอนสูง
 
แลนด์บริดจ์คือการลงทุนเพื่ออนาคต ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องออกแบบการพัฒนาใหม่ ให้โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และสวัสดิการของประชาชนเดินไปพร้อมกัน แลนด์บริดจ์จะมีความหมายก็ต่อเมื่อประชาชนทั้งประเทศได้ประโยชน์ ไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP หรือกำไรของบริษัทไม่กี่แห่ง การลงทุนระดับล้านล้านบาท สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนได้จริง